PPC คืออะไร(pay-per-click) เทคนิคการโฆษณาหน้าแรก Google Ads

PPC คืออะไร? วิธีการโฆษณาหน้าแรก Google Ads[เทคนิค]

PPC อีกหนึ่งเรื่องน่าสนใจที่นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่อยากจับทางทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์บน search engines ต้องทำความเข้าใจ

เพราะการทำแคมเปญ PPC มีมากกว่าการลงเงินโฆษณาให้ติดอันดับเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องพื้นฐานอื่นๆ อีกมากมาย

PPC คืออะไร?

PPC คืออะไร(pay-per-click) เทคนิคการโฆษณาหน้าแรก Google Ads

PPC ย่อมาจาก Pay-Per-Click หรือรู้จักกันทั่วไปในชื่อว่า Paid Search คือช่องทางการโฆษณาออนไลน์บน search engine (เช่น Google, Yahoo, Bing และ Baidu เป็นต้น) ที่เรานิยมในประเทศไทยก็จะเป็น Google การโฆษณาบน Google เป็นการใช้กลยุทธ์วางแผนและซื้อคีย์เวิร์ดที่คาดว่าลูกค้าของพวกเขาจะใช้คำนั้นๆ ในการเสิร์ชหา เรียกว่า bid keyword 

ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ เจ้าของธุรกิจรายย่อย และนักการตลาดออนไลน์ ต่างหันมาจับทางทำ PPC ในการทำการตลาดและโฆษณาสินค้าหรือบริการของตนอย่างแพร่หลาย โดยผู้ลงโฆษณาจะต้องจ่ายค่าโฆษณาเมื่อมีผู้คลิก ads ที่ตนได้ซื้อหรือ bid คีย์เวิร์ดนั้นไว้

เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดจึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจ และวางแผนการ bid คีย์เวิร์ดให้เหมาะสม กระตุ้นให้คลิก รวมทั้งมีโอกาสสร้าง conversion ได้จริง เพราะหากพวกเขาคลิกเข้ามาแต่ไม่ได้ take action ที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ก็อาจทำให้เสียเงินโฆษณาไปเปล่าๆ ได้

PPC กับ CPC ต่างกันอย่างไร

PPC กับ CPC ต่างกันยังไง

นักการตลาดหลายๆคน คงเคยได้ยินคำว่า PPC กับ CPC กันอยู่บ่อยๆ แต่ยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์และความแตกต่างของคำทั้งสองคำนี้อย่างชัดเจนใช่ไหม

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักคอนเซ็ปต์ของแต่ละคำกัน PPC หรือ Pay-Per-Click ว่าด้วยรูปแบบการจ่ายค่าโฆษณาในแต่ละครั้งที่มีคนคลิกเข้ามา ส่วน CPC ย่อมาจาก Cost-Per-Click หมายถึงจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละคลิกนั้นมากน้อยเท่าไหร่

แม้จะมีคนใช้คำสองคำนี้สลับสับสนกันอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว ทั้ง PPC และ CPC นั้นแตกต่างกัน โดย PPC ใช้อธิบายวิธีการลงโฆษณา ในขณะที่ CPC ใช้อธิบายมูลค่าเม็ดเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละคลิกนั่นเอง

โฆษณาหน้าแรกบน google ต้องทำอย่างไร

วิธีลงโฆษณาบน Google หรือทำแคมเปญ PPC นั้น มีขั้นตอนพื้นฐานหลักๆ อยู่ 9 ขั้นตอน ด้วยกัน ซึ่งเริ่มทำได้ดังนี้

เริ่มต้น Research

ก่อนอื่นต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เป้าหมายของแคมเปญนี้คืออะไร คุณจะทำไปเพื่ออะไร เพราะคำตอบนี้จะช่วย shape ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร และนำไปสู่การสร้าง conversion ได้ในที่สุด โดยคุณต้องศึกษาข้อมูลว่ากลุ่มเป้าหมายชอบอะไร มีพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างไร ต้องการอะไร และกำลังมองหาอะไรอยู่ตอนนี้

PPC คืออะไร Keyword Planner เทคนิคการทำโฆษณาหน้าแรก Google

Keyword Planner คือเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้คุณวางแผนได้ว่าจะเลือกใช้คำหรือกลุ่มคำใดมาเป็น keyword ในการลงโฆษณาได้อย่างเหมาะสม

วิเคราะห์แนวโน้ม

เมื่อได้ลิสต์ของคำหรือกลุ่มคำที่จะนำมาใช้เป็น keyword จำนวนหนึ่งแล้ว ก็ต้องนำมาวิเคราะห์กันต่อว่าคำหรือกลุ่มคำแต่ละอย่างที่มีแนวโน้มการค้นหา คลิก และการแข่งขันมากน้อยเท่าไหร่ ควรลงทุน bid คำนั้นๆ หรือไม่ เมื่อเทียบกับ budget ที่มี และเป้าหมายที่ตั้งไว้

การทำโฆษณาบน Google Ads ด้วย Keyword Planner

เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์นั้นก็มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ซึ่งหนึ่งในโปรแกรมที่แนะนำ ก็คือ Google Keyword Planner ซึ่งทำได้ ดังนี้

  • เตรียมตาราง excel สำหรับลงข้อมูลของคำหรือกลุ่มคำแต่ละตัว
  • คีย์คำหรือกลุ่มคำที่เตรียมไว้ในลิสต์ลงในโปรแกรม Google Keyword Planner เพื่อดูว่าคำหรือกลุ่มคำนั้นมี search volume มากน้อยเท่าไหร่ และการแข่งขัน bidding สูงต่ำแค่ไหน
  • เลือกกลุ่มคำหรือ long tail keywords เลือกคำที่มีจำนวน search volume และมีแนวโน้มการแข่งขันไม่สูงจนเกินไป
  • วิเคราะห์ข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น จำนวนประชากร อายุ สถานที่ตั้ง เป็นต้น

จัดเรียง Keyword

เมื่อได้ลิสต์คำหรือกลุ่มคำที่จะใช้ bidding แล้ว ก็ต้องมาจัดเรียง keyword เหล่านั้น โดยอิงตามกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญเป็นหลัก ดังนี้

  • เตรียมลิสต์ keyword ทั้งหมดไว้ โดยนำมาปรับแต่งให้เป็น long tail keyword
  • จัดกลุ่ม keyword ที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน
  • สร้าง ad สำหรับ ad group แต่ละกรุ๊ป 

เพิ่ม Negative keyword 

Negative keyword คือคำหรือกลุ่มคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่เราลงโฆษณา ซึ่งช่วยให้โฆษณาของเราไม่ต้องปรากฏเมื่อมีคนเสิร์ช negative keyword นั้น ทำให้กรองและคัดคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายออกไปได้ 

การตั้งค่า negative keyword จึงช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ รวมทั้งเซฟเงินลงทุนที่ไม่ต้องเสียเปล่าไปกับผู้ที่คลิกเข้ามาและไม่ take action ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วย

คำนวณงบ

งบประมาณหรือ budget อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณต้องวางแผนให้ดี โดยคุณต้องคำนวณ max cost สำหรับการคลิกแต่ละครั้งที่คาดว่าจะยอมรับและจ่ายได้ โดยที่ไม่ขาดทุนเอง คุณจึงต้องโฟกัสที่ conversion rate และงบประมาณทั้งหมดเป็นหลัก โดยคุณสามารถคำนวณ max cost ได้ ดังนี้

Max CPC = (กำไรจากลูกค้าแต่ละคน) * (1 – profit margin) * (conversion rate ของเว็บไซต์)

การคำนวณงบประมาณด้วย Keyword planner

เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ทุกๆ 1,000 ครั้ง จะเกิด conversion ทั้งหมด 30 conversions ดังนั้น conversion rate คิดเป็น 3% รวมทั้งกำไรเฉลี่ย 500 บาท/คน ส่วน profit margin คิดเป็น 30% จะคำนวณได้ ดังนี้

Max CPC = $500 * (1 – 0.30) * 3% = 10.50

วิเคราะห์คู่แข่ง

รู้เขา รู้เรา…อีกหนึ่งแนวคิดที่ควรศึกษาก่อนลงสนามจริงทุกครั้ง คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าคู่แข่งของธุรกิจนั้น ทำแคมเปญหรือโฆษณาอย่างไร โดยใช้ Adwords ดังนี้

  • ล็อกอินเข้าบัญชี Google Ads
  • เลือกเข้าไปดูแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งของคุณ
  • ไปที่รายละเอียดของเมนู
  • คลิก Auction Insight

เขียน Copy Ads

ขั้นตอนต่อมาคือครีเอตคำโฆษณาหรือ copy ads ที่ปรากฏขึ้นเมื่อมีผู้เสิร์ช keyword ที่เกี่ยวเนื่องกับโฆษณาของคุณบน search engines 

ข้อความโฆษณา เทคนิคการโฆษณาหน้าแรก Google Ads

การเขียนคำโฆษณาสำหรับ Adwords นั้น มีพื้นที่จำกัด จึงต้องเขียนให้ดึงดูดผู้ใช้งานและรองรับกับอัลกอริธึ่ม การเพิ่ม keyword ไว้ในทุก elements ของ copy ads จะมีส่วนช่วยได้มาก รวมทั้งชูจุดเด่นหรือ USPs ของสินค้าและบริการ และโปรโมชั่นหรือข้อเสนออื่นๆ ตามสมควร โดยทั่วไปแล้ว copy ads สำหรับ Adwords ประกอบด้วย

  • Headline1,2 และ 3 อย่างละไม่เกิน 30 ตัวอักษร
  • Description 1 และ 2 ไม่เกิน 90 ตัวอักษร
  • Display URL และ Path

ใส่ CTA ชัดเจน

CTA หรือ Call-To-Action คำสั้นๆ แต่มีความหมาย ไม้ตายสุดท้ายที่ช่วยกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้ take action เพื่อนำไปสู่ conversion ตามที่เราต้องการ การเขียน CTA จึงควรกระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรต่อไป เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการหรือมองหาอยู่

เพิ่ม Extensions

Sitelink Extensions

ตัวอย่าง Sitelink Extensions

Extensions เปรียบเสมือนส่วนเสริมที่ข่วยให้ลูกค้าทำความรู้จัก เข้าถึงแบรนด์ รวมทั้ง take action ตามที่คุณต้องการได้ง่ายขึ้น เพราะ Extensions แต่ละตัวจะให้ข้อมูลสำคัญ ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเริ่มทำแคมเปญ PPC ซึ่งรับรองว่าถ้าเดินตามสเต็ปนี้ เว็บไซต์ของคุณก็มีโอกาสติดอันดับผลการค้นหาที่ดีแน่นอน

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

ขอบคุณอ้างอิงและรูปภาพจาก:
https://makewebbetter.com/blog/9-simple-steps-to-launch-successful-pay-per-click-campaign/amp/
https://www.freepik.com

SEM คืออะไร? องค์ประกอบของ SEM

SEM คืออะไร (Search Engine Marketing) ? PPC กับ SEO ต่างกันยังไง?

SEM คือ Search Engine Marketing ซึ่งคือการตลาดบนเสิร์ชเอนจิน SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นการวมศัพท์สองคำระหว่าง Search engine กับ Marketing

Search engine คือเว็บไซต์เครื่องมือการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต อีกอัน Marketing นั้นก็คือการตลาด พอมารวมกันก็มีความหมายว่าการตลาดบนเครื่องมือการค้นหาข้อมูลเสิร์ชเอนจินที่เราจะรู้จักกันก็จะเป็น Google.com, Yahoo, Bing หรืออย่าง Baidu ของจีน โดยในเครื่องมือการค้นหาที่เราใช้ในการค้นหาปัญหาและหาสินค้านั้น เค้าก็เปิดให้เราสามารถนำโฆษณาไปลงในช่องทางนี้ได้

SEM คืออะไร? องค์ประกอบของ SEM

ความหมายใน Wikipedia ให้ความหมายไว้ว่า “SEM คือการตลาดรูปแบบนึงบน Internet ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดัน Promotion บนเว็บไซต์ให้เพิ่มการแสดงผลบน SERPs(Search Engine Results Pages) โดยผ่านการ Optimization และ Advertising”

สรุป SEM คือ วิธีการหรือกระบวนการสร้าง traffic และ awareness ที่มาจาก search engines ทั้งในรูปแบบที่เสียเงินและไม่เสียเงิน โดยช่วยให้เข้าถึงลูกค้าใหม่ รวมทั้งแสดงเว็บไซต์ในอันดับต้น ๆ ได้ เป็นส่วนนึงของการทำ Inbound Marketing การตลาดแบบดึงดูดเข้าหาธุรกิจ

SEM จึงถือเป็นกลยุทธ์การตลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งนักการตลาดใช้สำหรับยิง ads หรือ optimize โฆษณาเว็บไซต์ของแบรนด์ให้ปรากฏบน search engines ในอันดับสูงกว่าคู่แข่ง

SEM ทำงานอย่างไร มีอะไรบ้าง

เมื่อพอรู้ความหมายและแนวคิดพื้นฐานของ SEM บ้างแล้ว คุณสามารถทำความเข้าใจกลยุทธ์การตลาดออนไลน์นี้ได้ โดยทำความเข้าใจปัจจัยที่ช่วยเสริมให้การทำ SEM ได้ผลดียิ่งขึ้น

เดิมที คุณจะเสิร์ชหาสิ่งที่ต้องการหรืออยากรู้คำตอบจาก search engines อยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่ากลยุทธ์ SEM จะช่วยนำพาและผลักดันแบรนด์ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าการค้นหาที่ลูกค้าต้องการได้

SEM = SEO + PPC

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้กลยุทธ์ SEM ประสบผลสำเร็จได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงาน ดังนี้

  • ทำความรู้จักและเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร
  • ตั้งเป้าหมายแคมเปญให้ชัดเจนว่าคืออะไร จะวัดผลอย่างไร 
  • ค้นคว้า วางแผน และเตรียมคำหลักหรือ keyword โดยดูว่าจะใช้คำหรือกลุ่มคำใดบ้างสำหรับซื้อโฆษณา
  • จัดกลุ่ม keyword ให้เป็น ad groups 
  • ครีเอทคำโฆษณาที่ดึงดูดคนอ่าน และตอบรับกับอัลกอริธึ่ม
  • ตั้งค่าระบบให้ drive traffic ไปยังหน้า Landing Page ซึ่งเป็นหน้าเพจหรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าหรือบริการครบถ้วน รวมทั้งเป็นจุดที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย take action บางอย่างจนสร้าง conversion ได้ตามเป้าหมายแคมเปญที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับ SEM ที่คุณจำเป็นต้องรู้จักไว้ โดย SEM ถือเป็นคำหลักของวิธีการหรือรูปแบบโฆษณาบน search engines ซึ่งมีคำย่อยหรือ sub set คำอื่น ดังนี้

  • Paid search ads
  • Paid search advertising
  • PPC (Pay-Per-Click)
  • PPC (Pay-Per-Call)
  • CPC (Cost-Per-Click)
  • CPM (Cost-Per-Thousand Impressions)

ตามที่บอกไปในตอนแรก SEM ว่าด้วยวิธีดึง traffic เข้าเว็บไซต์ผ่าน search engines ซึ่งรวมทั้งวิธีเสียเงินและไม่เสียเงิน สิ่งหนึ่งที่ควรทำความรู้จักก็คือที่มาของ traffic แต่ละประเภท ได้แก่ Paid Search และ Organic Search

1. Paid Search

Paid Search และ PPC(Pay-per-click) คืออะไร

PPC หรือ Paid Search คือการทำโฆษณาช่องทางการค้นหา โดย PPC ย่อมาจาก Pay-per-Click คือจ่ายราคาเป็นต่อคลิกนั้นเอง

การทำการตลาดบน search engines ที่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา เพื่อดันหน้าเว็บไซต์ให้ปรากฏบน search engines ในกรณีที่มีคนเสิร์ชด้วย keyword หรือ key phrase ที่ bidding ไว้ โดยค่าโฆษณาที่ต้องจ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนคลิกหรือวิวตามที่ตั้งค่าไว้แล้ว

ติดบน search engines แต่มีวิธีการไต่อันดับเอง ซึ่งต้องรองรับกับอัลกอริธึ่มของ search engines นั้น ๆ 

นอกจากนี้ Organic Traffic ถือเป็น traffic ที่มีคุณภาพ เพราะ

  • อัลกอริธึ่มจะจับคู่กลุ่มเป้าหมายที่เสิร์ช keyword ตรงหรือใกล้เคียงกับที่เว็บไซต์แบรนด์เล่นคำนั้น ทำให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่ใช่จริง ๆ
  • หากเว็บไซต์ของคุณปรากฏลำดับต้น ๆ นั่นหมายความว่าคอนเทนต์มีคุณภาพ ซึ่งจะยิ่งดึงดูด traffic คุณภาพเข้ามามากยิ่งขึ้น
  • กลุ่มเป้าหมายเชื่อใจและมั่นใจในแบรนด์ เพราะคอนเทนต์ที่นำเสนอตรงตามความต้องการและตอบโจทย์สิ่งที่พวกเขามองหาอย่างแท้จริง
  • เว็บไซต์ที่ติดหน้าแรกของการค้นหาบนกูเกิล มีโอกาสดึง traffic เข้าเว็บไซต์ตัวเองได้มากถึง 92% จากจำนวนผู้ใช้งานบนกูเกิลทั้งหมด

โดยแต่เสิร์ชเอนจินแต่ละค่ายก็มีเปิดรองรับให้เราสามารถโฆษณาได้ สามารถติดอันดับได้รวดเร็ว ขึ้นโฆษณาได้ทันที

เลือก Keyword ที่ต้องการเพื่อแสดงเว็บไซต์ได้เลย

2. SEO(Search Engine Optimization)

SEO คืออะไร?

SEO หรือ Organic Search คือการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ติดอันดันบนเสิร์ชเอนจิน เป็นการปรับปรุงเนื้อหาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับคำค้นหา มอบเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อ user อย่างธรรมชาติ รวมถึงเว็บไซต์มีการใช้งานเป็นยังไง มอบประสบการณ์ user ได้รับประสบการณ์ที่ดีไหม ความเร็วของเว็บไซต์ ขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่ไปไหม ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะเสียในแง่ของเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีใน Keyword ยากๆ อีกส่วนนึงคือหากใครจ้างเอเจนซี่จัดการ SEO ให้ก็จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ส่วนหนึ่งของแนวคิด SEM ว่าด้วยรูปแบบการดึง traffic เข้าเว็บไซต์แบบไม่เสียเงิน ใช้เวลาสร้างฐานกลุ่มเป้าหมายพอสมควร แต่ได้ผลดีในระยะยาว นักการตลาดที่จะจับทางด้านนี้ต้องอัปเดตเทรนด์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งอยู่เสมอ เพราะกลยุทธ์ SEO จะปรับเปลี่ยนไปตามอัลกอริธึ่มของกูเกิลเสมอ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องจับทางให้แม่นหากคิดจะมาทาง SEO ก็คือการทำ On-Page และ Off-Page

On-Page ของการทำ SEO ประกอบด้วย

  • การเลือก keyword ปรับใช้ให้เหมาะสมใน title, meta descriptions, heading tags, alt text เป็นต้น
  • การเขียน copy ให้ตอบรับและได้มาตรฐานของระบบอัลกอริธึ่ม
  • การจัดวางหน้าเว็บไซต์เป็นสัดส่วน มี UX ที่ดี ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
  • ความรวดเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเพจแต่ละครั้งต้องไม่ใช้เวลานานเกินไป
  • การได้รับรองมาตรฐานจาก Google
  • การแชร์คอนเทนต์จากผู้ใช้งานด้วยกัน

Off-Page ของการทำ SEO ประกอบด้วย

  • การสร้างสรรค์เนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ สามารถใส่ backlink กลับมาหาได้อย่างมีคุณภาพ
  • การสร้างสัญลักษณ์หรือปุ่มสำหรับแชร์เนื้อหาในช่องทางอื่น ๆ
  • การทำ Social Bookmark

โดยความหมายทั้งหมดและแท้จริงแล้ว SEO คือส่วนประกอบนึงของ SEM นั่นเอง แต่ในความเป็นจริงนั้น ปัจจุบันในวงการหลายๆคน ก็มีการใช้ศัพท์คำว่า SEM ใช้เรียกแทน Paid Search หรือ PPC(Pay Per Click Advertising) ไปเลย โดย Search engine land ก็บอกเช่นกันว่าทางนั้นก็เรียก SEM แล้วหมายถึง Paid search แต่ความหมายที่แท้จริง SEM ก็คือทั้ง PPC และ SEO นั้นแหละครับ

หลายๆคนที่เพิ่งรู้จักคำพวกนี้ หรือเริ่มใช้คำพวกนี้อาจจะสับสนในความหมายเชิงบริบทต่างๆ ทั้งสองความหมายไม่มีความหมายไหนผิด ตอนนี้ขอให้ทุกคนเข้าใจความหมายของรากศัพท์จริงๆ และคำที่ใช้ในปัจจุบันที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่ามีความหมายอย่างไร

 

SEO หรือ PPC ดีกว่ากัน ?

เป็นคำถามที่หลายๆคนมักสงสัยว่าถ้าเริ่มทำการตลาดที่จะโปรโมทเว็บไซต์นี้ จะเริ่มจากตัวไหนก่อนดี ก่อนอื่นเลยเราต้องมาดูที่ข้อดี ข้อเสียของแต่ละตัวก่อน

SEO กับ PPC อะไรดีกว่ากัน

หลักๆเลยจะเป็นเรื่องของเวลาและจำนวน Keywords SEO มีข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน คีย์เวิร์ดที่จำกัด การแข่งขันที่สูง แต่จะแลกมาด้วยความน่าเชื่อถือและยอดคนค้นหาเข้ามาในระยะยาว ส่วน PPC หรือ Paid Search Advertising นั้นจะใช้เวลาค่อนข้างสั้น สามารถลองคีย์เวิร์ดได้หลายคำหลายรูปแบบ

ในมุมมองของผมนั้นผมมองว่าต้องแบ่งเป็น 2 ช่วง ก่อนคือ ช่วงแรกที่เราต้องการโปรโมทเว็บไซต์ในทันทีนั้น ให้ทำ PPC ก่อนเพื่อสามารถแสดงผลได้ทันที

และในช่วงระยะยาวนั้นให้เราทำ SEO ควบคู่ไปด้วย โดยการคัดเอาคำที่มี Result ที่ดีจากแพลตฟอร์ม PPC เอามาใช้ในการทำ SEO ต่อ

คนที่รีบอยากทำ SEO หลายๆคนมักลืมคำนึงถึง รวมถึงการไปเลือก Keyword ที่ใช้ทำ SEO โดยการคำนึงถึงเพียงจำนวนคนค้นหาต่อเดือนที่ขอเยอะๆไว้ จนลืมคิดไปว่าคำๆนั้น ให้อะไรคืนกลับมาที่ธุรกิจเราจริงๆไหม ?

เราต้องยอมรับว่า SEO ก็มีข้อจำกัดในด้านปริมาณคำที่จะสามารถใช้ได้ เรื่องของเวลาและการแข่งขัน

ส่วน PPC ก็มีต้นทุนในเรื่องของราคา การดู ROI จึงค่อนข้างสำคัญ ดังนั้นการจะบอกว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนคงไม่สามารถบอกได้ ผมมองว่าต้องใช้งานคู่กันหรือมองตามบริบทต่างๆ ถึง SEO จะติดอันดับการค้นหาไปแล้ว แต่ก็ยังมีหลายๆคำที่เราไม่สามารถจะแข่งขัน หรือเราไม่สามารถจะเล่นคำคีย์เวิร์ดพวกนั้นใน SEO ได้หมด เราก็ยังต้องอาศัย PPC อยู่ดี หรือใช้ในเรื่องของการแย่งพื้นที่แสดงโฆษณาเพิ่มเติมก็ทำได้

PPC กับ SEO อะไรดีกว่ากัน

สรุป ทั้ง PPC และ SEO มีจุดเด่นในตัวเอง ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของแพลตฟอร์มแต่ละตัวและเลือกหยิบใช้อย่างถูกจุด มันจะส่งผลดีต่อธุรกิจของท่านอย่างมาก และการที่เราจะนำเครื่องมือต่างๆมาใช้กับองค์กรเรานั้น เราจะใช้เครื่องมือเพียงเครื่องมือเดียวมันคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ใครที่ทำ Facebook ads หรือ Google ads เพียงอย่างเดียว ลองมองบริบทของตัวธุรกิจว่าสามารถทำการตลาดรูปแบบอื่นได้ไหม แล้วขยายช่องทางดู ไม่มีตัวไหนดีกว่าตัวไหนครับ อย่างที่ผมบอกไปครับ เข้าใจธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำ SEM หากอยากรู้การทำแคมเปญออนไลน์บน Search Engines แต่ละวิธี ต้องทำอย่างไรบ้าง และมีเทคนิคอะไรที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่หน้าแรกได้นั้น ต้องติดตามบทความต่อไป รวมทั้งอัปเดตทุกเรื่องการตลาดออนไลน์ได้ ที่นี่

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

ขอบคุณภาพจาก:
freepik.com, pixabay.com
thedigitalonlinemarketing.info
mandrakeforum.com

Performace Planner ฟีเจอร์ใหม่

Performance Planner ฟีเจอร์ใหม่จาก Google พร้อมวิธีใช้งาน

Performance Planner คือ Tools ที่ใช้ในการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เราต้องการ โดยการใช้ข้อมูลที่เราเคยทำได้ มาคาดการณ์ผลลัพธ์ เช่น หากเราต้องการ Conversions จำนวน 30 Conv. จากข้อมูลที่ผ่านมาแล้ว เราจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จากประวัติ Conversion Rate เท่านี้ เราจะมี CPA(cost-per-acquisition)ที่ราคาเท่าไหร่ เป็นต้น

Performance Planner พื้นฐานการใช้งาน?

หลังจากที่เปิดเข้ามาที่ Performance Planner หลักๆเลยจะมีให้เลือก 2 เมทริกซ์ว่าเราจะดูเมทริกซ์ไหน 1. Clicks และ 2. Conversions ซึ่งแต่ละตัวเราก็จะสามารถเลือก Target ที่เราต้องการโฟกัสได้ อย่าง Clicks นั้นก็จะมีส่วนที่โฟกัสได้คือ clicks, spend หรือ average CPC แต่ถ้าเลือก Conversion เป็นคีย์เมทริกซ์ก็จะสามารถเรื่อง Target ได้คือ conversions, spend หรือ average CPA

Budget Planner - Starter Menu

Plan Forecast
ซึ่งเมื่อเราเลือก Target นั้นก็จะมีจำนวนตัวเลขให้ใส่ว่าเราต้องการ Target จุดต่างๆที่ประมาณเท่าไหร่ สามารถใส่ตัวเลขเองได้เลย หรือเลือกจาก Previous period conversions หรือ Same time last year conversions ซึ่งของผมไม่สามารถเรื่องสองอันนี้ได้เพราะบัญชีนี้เพิ่งรันยังไม่ถึงเดือน ซึ่งผมก็ได้ลองใส่ไปเล่นๆว่าต้องการ 18 Conversions

หลังจากเซ็ทตัวแปรที่เราต้องการดูแล้ว Google จะทำการสร้าง Budget Plan ให้เราดู โดยจะมี Forecast Chart ให้เราดูซึ่งมีจุดสองจุดในชาร์ท จุดแรก “จุดสีเทา” คือเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ใช้การตั้งค่าเดิมของแคมเปญ จุดที่สอง “จุดสีน้ำเงิน” คือบอกว่าถ้าเราเปลี่ยนแปลงแคมเปญตามจุดต่างๆ จะมีผลต่อคีย์เมทริกซ์ของเราอย่างไร(Clicks หรือ Conversions)

นอกจาก Target ที่เราสามารถใส่ได้เองนั้น เราสามารถคลิกตามจุดในชาร์ทได้ ผลลัพธ์ด้านล่างก็จะเปลี่ยนตามจุดที่เราคลิก อย่างตัวอย่างตามภาพนั้นจุดสีน้ำเงิน หรือ Target ที่ผมเลือกนั้นบอกว่าถ้าผมใช้เงิน 22,900 บาท ผมจะได้ 18 Conversions และมี Average CPA ที่ 1,270 บาท (ต้องใส่ Conversion rate โดยประมาณตอนเริ่มด้วย)

Budget Planner - Plan Forecast

โดยด้านขวาของชาร์ทจะมีแถบ Forecast ที่สามารถเลือกได้ว่าเราจะโฟกัสที่จำนวนหรือราคา อย่างของผมคีย์เมทริกซ์ที่ผมเลือกคือ Conversion ผมก็จะมีแถบที่เลือกได้สองอันคือ “Most conversions for spend” หรือ “Lowest avg. CPA for spend”

และด้านล่างสุดจะมีชื่อแคมเปญของเราที่บอกว่าการตั้งค่าของเราตอนนี้มีใช้เงินเท่าไหร่ มี Conversions หรือ Clicks เท่าไหร่ Cost per Result เท่าไหร่ ซึ่งก็จะมีให้ดูเพิ่มเทียบกันว่าแล้วตามแพลนหรือจุดน้ำเงินที่เราเลือกนั้นจะมีผลลัพธ์ต่างๆเท่าไหร่ ซึ่งเราสามารถ “คลิกที่ชื่อแคมเปญ” แล้วจะมีแถบด้านขวาสุดเพิ่มออกมาตามภาพด้านบน ซึ่งสามารถใส่คีย์เวิร์ดเพิ่มเติมได้ จากที่ผมลองใส่เพิ่มนั้น ยังแสดงผลว่า Failed to retrieve forecasts อยู่

Budget Planner - Compare

Compare tab
หลังจากคลิกแถบ Compare มาแล้วนั้นก็จะมี Bar Chart ให้เราดูเปรียบเทียบ 3 ส่วน 1. Overall spend 2. Total conversions 3. Avg. CPA โดยสามารถเลือกเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาด้านขวาที่แถบ Past performance

โดยการใช้งานใน Performance Planner นั้น แคมเปญต้องมีข้อมูลระดับนึงแล้วจึงสามารถใช้งานได้ จะทำให้ไม่สามารถดู Performance Planner ได้ทุกแคมเปญ

โดยทาง Searchengineland ได้บอกวิธีคำนวณการ Forecast คร่าวๆที่ Google แจ้งไว้ว่า

  • การ Forecasts นั้นจะอัพเดททุกๆ 24-48 ชั่วโมง โดยจะอัพเดทจากประวัติการใช้งานแคมเปญ รวมถึงข้อมูลการเสนอราคาประมูล(auction)
  • ในการเรื่องช่วงเวลามาเปรียบเทียบนั้น ต้องคำนึงถึงช่วงวันหยุดและปริมาณการเข้าชมตาม Seasonal ต่างๆด้วย ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ
  • Google บอกว่าการ Forecasts จะแม่นยำมากขึ้น ยิ่งใกล้ถึงวันเริ่มต้นที่จะถึง

ในตอนแรกที่มีการปล่อยฟีเจอร์นี้มีการใช้ชื่อ Budget Planner แต่ตอนหลังก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Performance Planner ซึ่งหลักๆ Tools นี้ไม่ได้แค่ใช้ในเรื่องการเห็น Budget ที่เราต้องใช้เพียงอย่างเดียว หากเราต้องการ Result เท่านั้นเท่านี้ มันยังใช้คาดการณ์ได้ เช่น ถ้าเราทำการ Optimize เพิ่ม Conversion Rate ผลลัพธ์ CPA แคมเปญเราจะเป็นยังไง, หากเราทำการเพิ่มคีย์เวิร์ดนี้ลงไป ผลลัพธ์จะเพิ่มเติมมาเป็นยังไง หรือหากเราทำการลด Target CPA ลง Budget กับจำนวน Conversions เราจะเหลือเท่าไหร่ ซึ่งใช้ดูเป็นแนวทางได้แม่นระดับนึง เพราะว่ามีการเอาข้อมูลเก่ามาคำนวณด้วย ซึ่งจะต่างจาก Forecast Tools ของ Keywords Planner ที่จะใช้สำหรับก่อนเริ่มแคมเปญ แต่อันนี้คือมีข้อมูลระดับนึงแล้วจึงคาดการณ์ขั้นต่อไป

หวังว่าทุกคนจะชอบนะครับ แล้วเจอกันบทความถัดๆไปครับ
ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

อ่านบทความ Digital Marketing อื่นๆเพิ่มเติม