Conversion สำคัญยังไง? พร้อมเทคนิคการเพิ่ม Conversion rate

Conversion คืออะไร สิ่งที่คุณต้องรู้ในปี 2020

Conversion คืออะไร 

Conversion คือ หน่วยหรือสิ่งบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมาย  take action ตามที่ตั้งเป้าหมายของแคมเปญนั้นไว้ เช่น สั่งซื้อของ ลงทะเบียน กรอกลีดส์ เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังแบ่งประเภท Conversion ออกเป็น Macro Coversion และ Micro Conversion

ภาพแสดง Conversion Funnel

ที่มา: Freepik

Macro Conversion คือ 

เป้าหมายหลัก ของ conversion ของการทำเว็บไซต์ในแคมเปญนั้น ๆ เช่น สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ ลงทะเบียนกรอกฟอร์ม เป็นต้น

Micro Conversion คือ 

เป้าหมายรองอันเป็นผลมาจาก Macro Conversion ของการทำเว็บไซต์ในแคมเปญนั้น ๆ เช่น กดเลือกสินค้าใส่ในตะกร้า สมัครบัญชีเป็น member ของเว็บไซต์ เป็นต้น

Lead Conversion คือ

กระบวนการหรือขั้นตอนที่แปลงรายชื่อว่าที่ลูกค้าหรือลีดส์ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง conversion ของแคมเปญต่อไป

Conversion rate คือ  

อัตราส่วนของจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ take action ตามเป้าหมายของแคมเปญกับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยนำจำนวนครั้งที่กลุ่มเป้าหมาย take action จนเกิด conversion หารกับจำนวน conversion ของ sessions ทั้งหมด

การวิเคราะห์ Conversion

ที่มา: emanuel

วิธี optimize Conversion Rate นั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ ซึ่งต่างจาก Conversion ของ seo หรือ paid ads ที่จะโฟกัส

การเพิ่ม clicks through rate จำนวนคลิก และคีย์เวิร์ด 

การเพิ่ม Conversion Rate ทำได้อย่างไร

การวัด Conversion rate ขึ้นอยู่กับเป้าหมายแคมเปญแต่ละประเภทว่าต้องการอะไร วิธีเพิ่ม conversion rate นั้นทำได้ง่าย ๆ และเหมาะกับแคมเปญแต่ละแบบ ดังนี้

เน้น call to action ให้ดี

call to action คือปุ่มหรือลิงก์ที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย take action ตามที่เราต้องการได้ เช่น Add to Cart Register Now เป็นต้น การออกแบบดีไซน์และ copy text ของ call to action ให้หลากหลายจะช่วยให้เราได้ไอเดียของการสร้าง call to action ที่ดีในการทำแคมเปญครั้งต่อไปหากไม่มีสูตรสำเร็จของการทำ call to action ที่ดีที่สุดนักการตลาดจึงต้องทดสอบด้วยชุดข้อมูลหลายประเภทและหาว่า call to action แบบไหนที่ตอบโจทย์แคมเปญของเรามากที่สุด

การเล่น call to action ที่ดีจะช่วยเพิ่ม conversion rate ได้มากถึง 20% การเขียน call to action ด้วยคำที่ชัดเจนตรงไปตรงมาและสื่อให้รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายควรจะทำอะไรเมื่อจะ take action ต่อไปจะช่วยให้เกิด conversion rate ได้สูงยิ่งขึ้น

สร้าง user experience ที่ดี

UX หรือ user experience ที่ดีนั้นประกอบด้วยการวาง layout เนื้อหาและการใช้งานของ landing page ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริงโดยทั่วไปแล้วฟังก์ชันของ landing page แบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

  • ให้รายละเอียดข้อมูลว่าแบรนด์ offer อะไรให้ลูกค้า
  • โน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายว่า offer ของแบรนด์ดีและแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร
  • แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายจะได้รับ offer ตามที่ต้องการด้วยการทำอย่างไร

หากดูจากคำอธิบายข้างต้นแล้ว หน้าที่หลักของ Landing Page ก็คือกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายต้องการ take action รวมทั้งช่วยไกด์ให้พวกเขาทำตาม action นั้น ตามที่เราตั้ง conversion ไว้ 

นักการตลาดจึงต้องวางแผนและวิเคราะห์การสร้างสรรค์ Landing Page ออกมาให้หลากหลายโดยอาจปรับเปลี่ยนการจัดวางองค์ประกอบศิลป์อย่างแตกต่าง เลือกใช้ font ถ้อยคำหรือเนื้อหา content ที่หลากหลาย รวมทั้งติดตามผลดูว่าองค์ประกอบศิลป์แบบไหน เนื้อหาแบบใดที่กระตุ้นให้ผู้คน take action จนเกิด conversion ได้มากที่สุด

ติดตามผลองค์ประกอบต่าง ๆ

องค์ประกอบทุกอย่างของการทำแคมเปญล้วนส่งผลต่อเป้าหมายของแคมเปญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดวิว การลงทะเบียน กรอกลีดส์ หรือจำนวนการดาวน์โหลดต่าง ๆ การติดตามผลขององค์ประกอบเหล่านั้นจะช่วยให้คุณเห็นว่าสิ่งที่เราทำลงไปก่อให้เกิด impact มากน้อยแค่ไหน กลุ่มเป้าหมาย take action ตามที่ต้องการหรือไม่

ยกตัวอย่างบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเพิ่มยอดขายไม่ได้กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาอาจมาจาก 3 ช่องทางได้แก่

  • คลิก call to action จากการดูวีดีโอในหน้าโฮมเพจ
  • คลิก call to action จัดการกรอกแบบฟอร์มสำหรับสมัคร account ของเว็บไซต์
  • ลงทะเบียนรับข้อเสนอพิเศษในหน้าเว็บไซต์

บริษัทได้ทำแคมเปญแบบ A/B testing เพื่อหวังจะเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมายเข้ามาอย่างหน้าเว็บไซต์ โดยพวกเขาติดตามผลจากจำนวนคลิกทั้ง 3 ช่องทาง เพื่อดูว่าช่องทางไหนและวิธีใดที่ช่วยหากลุ่มเป้าหมายเข้ามาหน้าเว็บไซต์และทำให้เกิด conversion ได้มากที่สุด

การติดตามผลขององค์ประกอบต่าง ๆ จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมและวิธีออกแบบเว็บไซต์ที่ได้ผลตรงกับเป้าหมายของแคมเปญ

ทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายที่ใช่

เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร marketing journey ของเขาอยู่ในขั้นไหน การออกแบบแคมเปญให้เหมาะสมกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

หากกลุ่มเป้าหมายของคุณเป็น organic traffic แน่นอนว่าพวกเขาคลิกเข้ามาในเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูลที่ตนเองสนใจ ซึ่งอาจใช้เวลาในการอยู่ในหน้าเว็บไซต์นานกว่า ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาในเว็บไซต์แล้วอาจจะกลับเข้ามาในเว็บไซต์ของแบรนด์อีกครั้ง เพื่อตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของแบรนด์ก็ได้

นักการตลาดจึงต้องวางแผนและวิเคราะห์ให้ขาดว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของเรานั้นคือใคร เพื่อที่จะได้ไปพัฒนาแคมเปญให้เหมาะสมและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายของเราต่อไป

test test test

การทดสอบถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ เพราะจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราลงมือทำไปนั้น อันไหนได้ผลและอันไหนไม่ได้ผล ซึ่งผลลัพธ์ทั้งสองแบบนี้ล้วนทำให้แบรนด์มองเห็นโอกาสในการเติบโตได้ การเพิ่ม conversion rate ที่ดีนั้นจึงต้องทดสอบหลายครั้ง

การทดสอบแคมเปญในแต่ละครั้งจะช่วยให้เราเห็นข้อบกพร่องและนำไปปรับปรุงได้ถูกจุด ทั้งนี้ การทดสอบแคมเปญยังถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรและสร้างวัฒนธรรมของการวัดผลโดยยึดหลักตามข้อมูลและข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงที่สุด

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

สูตร CTR | CTR คืออะไร?

CTR คืออะไร สำคัญต่อการยิง ads อย่างไร + แจกสูตรคำนวณค่า CTR ง่าย ๆ

CTR หรือ Click-Through Rate อีกหนึ่งศัพท์ในแวดวงดิจิทัลที่นักการตลาดออนไลน์มักได้ยินและต้องเจออยู่บ่อย ๆ โดย CTR ถือว่าสำคัญมากหากคุณเป็นนักยิงโฆษณาตัวยง ไม่ว่าจะมาทางสาย bidding ในกูเกิ้ล หรือสาย optimize ใน Facebook บอกได้เลยว่าต้องเจอ CTR แน่นอน

บทความนี้ จะพาคุณไปทำความรู้จัก CTR ให้มากขึ้น รวมทั้งสอนคำนวณ CTR ง่าย ๆ ในแบบฉบับตัวเองกัน

CTR คือ

ค่าสัดส่วนของจำนวนผู้คนที่เห็นโฆษณาและคลิกเข้ามาหาเรา ซึ่งนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดว่าโฆษณาและคีย์เวิร์ดที่เรา optimize ไปนั้น แสดงผลได้ดีมีประสิทธิภาพหรือไม่ ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถดูค่า CTR หรือ Click-Through Rate ได้ที่แดชบอร์ดของบัญชีที่ใช้ยิงโฆษณาได้เลย ยิ่งค่า CTR สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ที่คนจะคลิกโฆษณาของเราง่ายขึ้นมากเท่านั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงเกิดคำถามว่าตกลงแล้ว CTR ที่ดีนั้นควรมีค่าเท่าไหร่ คำตอบก็คือ ไม่มีตัวเลขตายตัว ตัวเลขเฉพาะไม่สามารถชี้วัดได้ว่าแคมเปญโฆษณาในแต่ละครั้งของคุณดีหรือไม่ดี เพราะค่า CTR จะสูงหรือไม่สูงขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดและการวางแผนโฆษณาในแต่ละแคมเปญ ค่าเฉลี่ยของ CTR ในธุรกิจแต่ละประเภทก็หลากหลายและแตกต่างกันไป ที่สำคัญ อันดับของโฆษณาที่แสดงผลในหน้าการค้นหานั้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ค่า CTR สูงหรือต่ำก็ได้

ลองมาดู ค่าเฉลี่ย CTR การทำ AdWords ของธุรกิจแต่ละประเภท ตามแผนภูมิข้างล่าง จะเห็นได้ว่าตัวเลข CTR นั้นหลากหลาย รวมทั้งธุรกิจแต่ละแบบก็มีค่าเฉลี่ยที่ต่างกันด้วย

CTR GDN Benchmark CTR เปรียบเทียบในอุตสาหกรรมต่างๆ

ที่มา: wordstream

ถึงอย่างนั้น หากเราอยากได้ตัวเลขค่า CTR โดยประมาณ เพื่อนำมาเทียบเคียงและวางแผนสำหรับทำการตลาดต่อไป อาจยึดว่า ค่า CTR สำหรับแคมเปญเสิร์ชคือ 4-5% + ส่วนค่า CTR สำหรับแคมเปญ display ads คือ 0.5-1% + 

CTR ใน Google กับ Facebook ต่างกันอย่างไร

เมื่อพูดถึงค่าเฉลี่ย CTR แล้ว ก็อาจมีอีกคำถามตามมา สรุปแล้ว ค่า CTR ใน Google กับ Facebook แตกต่างกันอย่างไร มาไล่ดูกันเลยดีกว่า

ค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Display ad คือ .4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย CTR ของ Facebook ad ประมาณสี่เท่าตัว

ค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Search คือ 2-3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Display ad ประมาณสิบเท่าตัว และสูงกว่าค่าเฉลี่ย CTR ของ Facebook ad ร้อยเท่าตัว นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Search ก็อาจพุ่งสูงถึง 30% ซึ่งขึ้นอยู่กับอันดับของโฆษณาที่แสดงในหน้าการค้นหาด้วย

ค่าเฉลี่ย CTR ของ Facebook คือ .051% ต้องบอกก่อนว่าค่านี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ทางเฟซบุ๊กเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เป็นตัวเลขที่มีคนทำวิจัยจากการเก็บข้อมูลแคมเปญโฆษณาในเฟซบุ๊กจำนวน 11,000 กรณีศึกษา จนได้ตัวเลขเฉลี่ยออกมาเป็นค่านี้

หลายคนคงสงสัยต่อว่าทำไมค่าเฉลี่ย CTR ของเฟซบุ๊กถึงต่ำกว่ากูเกิล ประเด็นนี้อธิบายได้ด้วยสองเหตุผล อย่างแรก ก็เพราะเฟซบุ๊กมีรูปแบบโฆษณาและการเลือกกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ซึ่งช่วยให้เจาะจงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มจริง ๆ ที่อาจไม่ได้มีเยอะเมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไปค้นหาในหน้า search engines อย่างที่สองก็เพราะความสนใจของผู้ใช้งานในเฟซบุ๊กน้อยกว่า ลองนึกดูว่า เมื่อเราเข้าแอปพลิเคชันจำพวกโซเชียลมีเดีย เราจะเน้นเสพความบันเทิงและเรื่องราวของคนใกล้ตัวหรือเรื่องที่สนใจ มากกว่าโฆษณาที่ยิงมาหาเรา จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะเลื่อนหน้าฟีดส์ผ่านเวลาเจอแบนเนอร์โฆษณาในเฟซบุ๊ก

CTR ช่วยให้โฆษณาทำงานดีได้อย่างไร

หากเราอยากให้แคมเปญโฆษณาที่ทำมีค่า CTR สูง ตามมาตรฐานที่ตั้งเป้าไว้ ต้องมุ่งไปที่สิ่งสำคัญหลัก ๆ สองอย่าง ได้แก่  Ad Rank (อันดับที่ปรากฏบนหน้าการค้นหา) และ Quality Score ซึ่งเราจะมาไล่ดูกันว่า CTR จะสูงหรือไม่สูงนั้น ปัจจัยจากทั้งสองตัวนี้จะมีส่วนช่วยได้อย่างไรบ้าง

Ad Rank จะช่วยชี้วัดว่าโฆษณาของเราควรแสดงผลอยู่อันดับใดในหน้าการ search engines แน่นอนว่าในโลกของ bidding โฆษณาที่ได้อยู่อันดับแรกสุดไม่ใช่คนที่ bid ด้วยงบที่สูงเสมอไป เพราะการที่จะเลือกให้โฆษณาตัวไหนติดอันดับต้น ๆ นั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะอัลกอริธึ่มจะประเมินค่า CTR ที่มีคนคลิกเข้ามาจริง ๆ กับค่า CTR ที่เราคาดการณ์ว่าจะต้องได้ (Actual CTR vs Expected CTR)

ยกตัวอย่าง คุณยิง ads หลายตัว แต่เรต CTR ที่ได้กลับต่ำมาก อัลกอริธึ่มจะคาดการณ์และประเมินว่าโฆษณาตัวต่อไปของบัญชีโฆษณานี้จะต้องมีค่า CTR ต่ำเหมือนอันที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้อันดับโฆษณาของคุณตกไปอยู่ล่าง ๆ แทน

คราวนี้มาดูกันที่ Quality Score บ้าง ต้องบอกก่อนว่า Quality Score จะวัดผลโฆษณาจากคีย์เวิร์ด copy และ Landing page หากเราสามารถสร้างสรรค์องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้ให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวหรือข้อมูลที่กลุ่มเป้าหมายมองหาและตอบโจทย์พวกเขาด้วยแล้ว ก็จะทำให้ได้รับ Quality Score ที่ดี ยิ่งเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขามองหามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับ Quality Score สูงมากเท่านั้น โดยการคำนวณ Quality Score จะประเมินจากเรต CTR ที่ตั้งไว้ ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และ UX ของ Landing page

CTR vs Conversion Rate ต่างกันอย่างไร

เมื่อเริ่มจับทางออนไลน์ นักการตลาดหลายคนคงเคยได้ยินและสับสนระหว่าง CTR กับ Conversion Rate กันอยู่บ้าง จริง ๆ แล้ว ทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน ค่า CTR สูง ไม่ได้หมายความว่าจะได้ Conversion Rate ที่สูงตามไปด้วย เพราะ CTR วัดค่าจำนวนคนที่เห็นและคลิก ads เข้ามา ไม่ได้ชี้วัดยอดปิดการขาย ลงทะเบียน หรืออะไรก็ตามที่เราวางให้เป็น conversion ของแคมเปญนั้น ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่าค่าร้อยละของ Conversion Rate ที่สูงนั้นค่อนข้างสำคัญในการวัดผลความสำเร็จของแคมเปญทั้งหมด

แต่อย่าลืมว่า CTR ก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการจะมี CTR ที่ดีนั้น จะส่งผลต่อ Ad Rank และ Quality Score ให้มีคะแนนสูงขึ้นด้วย ซึ่งหมายความว่านี่คือสะพานด่านแรกที่พาเราไปปิดการขายหรือไปสู่ conversion ที่แท้จริงได้นั่นเอง ถึงแม้ CTR จะไม่ได้ส่งผลต่อ Conversion โดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในการวิเคราะห์แคมเปญ และส่งผลต่อ Ad Rank และ Quality score

CTR สูตร คำนวณก่อนยิงโฆษณา

การคำนวณค่า CTR ของโฆษณาแต่ละประเภทจากกูเกิลและเฟซบุ๊กนั้น ใช้สูตรคำนวณเหมือนกัน โดยใช้จำนวนคลิกกับอิมเพรสชันเท่านั้น ได้เป็น

(จำนวนคนคลิกโฆษณา / จำนวน impression) x 100 = CTR

ยกตัวอย่าง คุณสร้างแคมเปญโฆษณาขึ้นมา โดยยิง ads แสดงผลจำนวน 5,000 ครั้ง แต่มีจำนวนผู้ที่เห็นและคลิกโฆษณานั้นเข้ามาทั้งหมด 200 คน คุณสามารถคำนวนค่า CTR ของแคมเปญนี้ได้ ดังนี้

(200 / 5,000) x 100 = 4%

สูตร CTR | CTR คืออะไร?

ที่มา: business2community 

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

click 3 ประเภทของโฆษณา Facebook ads

Click 3 ประเภท ที่คนทำโฆษณา Facebook ads ต้องรู้!(เทคนิค)

ในการทำโฆษณาช่องทาง Facebook Ads นั้น มีเมทริกซ์ตัวเลขมากมายที่แสดงผลให้เราวิเคราะห์ สิ่งแรกที่เราที่เราจะโฟกัสกันส่วนใหญ่ก็ Impression, Reach และ Result หลักของแต่ละ Objective เช่น การทำแคมเปญ Lead generation ก็โฟกัสที่การเก็บรายชื่อ(Lead)ได้จำนวนเท่าไหร่ ในราคาที่เท่าไหร่

ทำแคมเปญ Conversion ก็อาจจะโฟกัสที่การเพิ่มในตระกร้ารถเข็น Add to Cart หรือการกดสั่งซื้อสำเร็จ Cart Success

ทำแคมเปญ Video views ก็จะโฟกัสไปที่ Thruplays หรือ 2-second continuous video views แล้วแต่เราเลือก

click คืออะไร

ส่วนแรกนี้คือเมทริกซ์หลักที่เราทุกคนก็ดูกันอันแรกๆอยู่แล้ว ซึ่งก็มีเมทริกซ์ในส่วนอื่นๆที่เราก็ควรต้องให้ความสำคัญและวิเคราะห์ด้วยนั้น ก็คือเมทริกซ์เกี่ยวกับการ Click นั้นเอง(วันนี้ขอพูดแค่เรื่อง Click ก่อนนะครับ)

ซึ่ง Click ใน Facebook ก็มีรูปแบบ Click หลากหลายประเภท ซึ่งถ้าเราไม่รู้ความหมายของมัน ไม่รู้หลักการวิเคราะห์ ก็ทำให้เราพลาดข้อมูลสำคัญๆไปได้

โดยปกติคนส่วนใหญ่มักพลาดไปโฟกัสแค่ Click(All), CPC(All) และ CTR(All) เท่านั้น 

ซึ่งเมทริกซ์ประเภท Click นั้นใน Facebook จะมีอยู่ 3 ประเภทหลักก็คือ Click(All), Link Click และ Outbound Click

หลายๆคนอาจยังไม่รู้ความหมายของแต่ละตัว

1. Clicks(All) คือการคลิกทุกจุดบนโฆษณา เป็นเมทริกซ์ที่รวมคลิกทุกประเภทอยู่ในเมทริกซ์นี้

ตัวอย่างเช่น Link Click ก็เป็นส่วนนึงของ Clicks(all) 

และยังรวมถึง คลิกที่โปรไฟล์ธุรกิจบริเวณโฆษณา

การกด Post reaction อย่างพวก Like, Love, Wow ทั้งหลาย

การกดแชร์ กดคอมเมนต์

คลิกขยายโฆษณาหรือกดดูภาพ
และคลิกที่เกิดจากผลลัพธ์แคมเปญ Objective ต่างๆของเรา เช่นทำแคมเปญ Post engagement แล้วเกิด Page like ก็จะถูกนับเป็น Clicks(all) ด้วย

ซึ่งใน Clicks(All) นั้นจะเหมือนเอาไว้ดูภาพรวมๆ กว้างๆ ของคนที่มาคลิกโฆษณาของเราครับ

2. Link Clicks คือการคลิกลิ้งค์ในตัวโฆษณาที่นำไปสู่บนแพลตฟอร์ม Facebook เอง หรือทั้งออกไปนอกแพลตฟอร์ม

อย่างเช่นโฆษณาแบบ Collection คลิกเข้า Instant Experiences(Canvas) ก็นับเป็นลิ้งค์คลิก  (สำหรับ Instagram การเข้า profile views, การคลิกลิ้งค์ทั้ง Header และ Footer ทั้งหมดนี้จะถูกนับเป็น Link Clicks ด้วย)

แล้วส่วนไหนอีกที่ถูกนับเป็น Link Click อย่างพวก การคลิกเข้าเว็บไซต์, คลิกลิ้งค์ของแอพพลิเคชั่น, คลิกโทร, คลิกส่งข้อความ, คลิกขอเส้นทาง, Facebook Canvas, เปิดฟอร์ม Lead, Facebook Marketplace, Playable experiences(ชื่อเก่า Instant experiences), การคลิกวิดีโอหรือวิดีโอบนเว็บไซต์อื่นๆที่แสดงผลบน News Feed อย่าง Youtube และ Vimeo

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า Link Clicks นั้นดูจะเป็นคลิกที่สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจมากกว่า Click(All) ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์ Link Clicks ได้ด้วยการเอาไปเทียบกับ Landing page views หรือ Outbound Clicks ก็ได้ เพื่อดูเพิ่มเติมว่า Link Clicks ทั้งหมด ออกไปหน้าเว็บไซต์ หรือนอกแพลตฟอร์มจำนวนเท่าไหร่

3. Outbound Clicks คือการคลิกลิ้งค์ที่นำไปสู่แพลตฟอร์มที่ออกนอกเฟสบุ้ค เช่น เว็บไซต์, การคลิกต่อจากใน Canvas ออกไปข้างนอกแพลตฟอร์มก็นับเป็น Outbound Click

อย่างการคลิกไปยัง App store หรือลิงค์เข้าแอพพลิเคชั่น พวกนี้นับเป็น Outbound Clicks ทั้งหมด

ซึ่งการมองเมทริกซ์ Clicks(All) อย่างเดียวก็จะทำให้เราพลาดข้อมูลสำคัญๆ เช่นถ้าเราแนบลิ้งค์ Facebook Messenger ไว้ เราก็จะอดเห็นข้อมูลที่สำคัญต่อแคมเปญเราจริงๆ อย่างเมทริกซ์ Link Clicks

หรืออย่างการที่เราแนบลิ้งค์ เว็บไซต์ หรือ Landing Page ไว้ เราอาจจะลองโฟกัสที่ Outbound Click เพิ่มเติม

click 3 ประเภทบน Facebook Ads ที่คนทำโฆษณาต้องรู้

อีกอย่างนึงครับ คือให้ลองดูพวกเมทริกซ์ Unique Clicks(All), Unique Link Clicks และ Unique Outbound Clicks ด้วย จะเห็นจำนวนเป็นแบบต่อ 1 user เพราะคนนึงคนอาจจะคลิกหลายครั้งครับ ที่นี้เราก็จะเห็นข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นครับ

แล้วก็อย่าลืมดู CTR(Click-Through Rate) และ CPC(Cost per Click) ของแต่ละประเภท Click ประกอบด้วย CTR เพื่อดูถึงความน่าสนใจของโฆษณา %การแปลงจาก Impression แล้วเกิดคลิกเป็นกี่เปอร์เซ็น

CPC เพื่อดูต้นทุนต่อการเกิดคลิก 1 คลิก

ย้ำนะครับ ดูให้ครบทุกรูปแบบ Clicks(All), Link Clicks และ Outbound Clicks

พวกบางทีดูแค่ Click(all), CPC(all) หรือ CTR(all) มันทำให้เราเข้าใจแคมเปญของเราไปผิดๆได้ คิดว่าโฆษณาดีน่าสนใจ แต่พอไปเทียบกับ Link Click, Outbound Click หรือ Landing page views แล้ว กลับทำให้รู้ว่าโฆษณานั้นไม่ได้ดีอย่างที่คิด

หวังว่าทุกคนจะได้ความรู้และลองนำไปปรับใช้กับแคมเปญโฆษณาครับ
ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

ขอบคุณรูปภาพจาก Freepik.com