Digital Marketing Funnel คือ

Marketing Funnel คืออะไร? กลยุทธ์พื้นฐาน หลักคิดที่ต้องรู้เพื่อการตลาดครบวงจร

หลายๆคนที่สนใจการตลาดออนไลน์ สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำให้ทุกคนโฟกัสก่อนทำโฆษณา ก็คือการเริ่มวางแผนการตลาดก็คือ Marketing Funnel

Marketing Funnel คืออะไร?

Marketing คือการตลาด | Funnel คือ ปล่องหรือกรวย

Marketing Funnel คือ กรวยทางการตลาดที่เราใช้ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมของ User(ผู้ใช้ก่อนจะเป็นลูกค้า) ว่าพฤติกรรมลูกค้าแต่ละแบบนั้น จัดอยู่ใน Marketing Funnel ระดับไหนกันบ้าง

เพื่อที่เราจะได้นำ Marketing Funnel มาใช้ในการสร้างเครื่องมือทางการตลาดว่ามันเหมาะสมกับแต่ละขั้น Funnel

ตัวอย่าง Marketing Funnel

Marketing Funnel มีหลายระดับ บางตำราก็แบ่งแยกย่อยพฤติกรรมลูกค้าไปเยอะแยะมากมาย

แต่ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสแค่ระดับพื้นฐานก่อน เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ไม่ปวดสมอง ประยุกต์ใช้กับแคมเปญโฆษณาได้ทันที

  1. Tofu(Top of funnel) หรือ Awareness stage คือ ขั้นตอนการรับรู้แบรนด์ ทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น
  2. Mofu(Middle of funnel) | Interest stage คือ ขั้นที่ลูกค้าเริ่มสนใจ เริ่มเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติม
  3. Mofu(Middle of funnel) | Consideration stage คือ ขั้นที่เริ่มคิดถึงแบรนด์ เริ่มทำการเปรียบเทียบ
  4. Bofu(Bottom of funnel) | Purchase, Decision คือ ขั้นที่ลูกค้าทำการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า
  5. Bofu(Bottom of funnel) | Retention คือ ขั้นที่เราจะสื่อสารกับลูกค้าเก่าต่างๆเพื่อสร้างยอดขายเพิ่ม

Marketing Funnel แต่ละระดับ

  1. Tofu(Top of funnel) หรือ Awareness stage

ขั้นตอนการรับรู้แบรนด์ ทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น

เช่น

อ่าน Blog/Article ต่างๆ

ฟัง Podcast ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ

ดูวิดีโอเกี่ยวกับแบรนด์ หรือวิดีโอให้ความรู้ต่างๆ

ตามข่าวสารอัพเดทของแบรนด์ทาง Social Media

ถ้าทำโฆษณาใน stage นี้ก็ต้องทำให้ user รับรู้ให้ได้ว่าเราช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เค้าได้บ้าง จี้ที่ Painpoint หนักๆ หาคนเข้ามาในกรวยให้ได้มากที่สุด(ส่วนใหญ่ FB ผมจะใช้เป็นวิดีโอ ดักคนได้เยอะ)

การใช้ Influencer

  1. Mofu(Middle of funnel) | Interest stage 

ขั้นตอนที่ user เริ่มรู้จักตัวแบรนด์คุณแล้ว เค้าจึงเริ่มค้นหารายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับเรื่องที่เค้าสนใจ ความสงสัย ลึกลงไปอีก ซึ่งการค้นหานี้ก็มักจะเกี่ยวโยงกับแบรนด์ของคุณด้วย

จุดนี้เราก็ต้องทำให้ธุรกิจเรา ค้นหาเจอได้ง่าย มีข้อมูลสินค้าครบครัน พร้อมใช้โน้มน้าวลูกค้าในอนาคตให้ไป Funnel ขั้นถัดไปได้

  1. Mofu(Middle of funnel) | Consideration stage

ขั้นตอนที่ user เริ่มสนใจแบรนด์มากๆ เริ่มพิจารณาแบรนด์ คิดถึงแบรนด์ รวมถึงเริ่มนำตัวแบรนด์มาเปรียบเทียบกับคู่แข่งเจ้าอื่นๆ อย่าลืมว่าในตลาดก็มีคู่แข่งอีกมากมาย ไม่ว่าจะแข่งด้วยเรื่อง คุณภาพ, ภาพลักษณ์ หรือ ราคา ฯลฯ

ดังนั้นเราจึงต้องคิดกลยุทธ์การตลาดมาตอบสนองคนกลุ่มนี้ให้ลงมาในขั้นตอนถัดไปให้ได้

เช่นทำ Checklist มาเปรียบเทียบคุณภาพ ความคุ้มค่า

หรือ ปล่อยโฆษณารีวิวจากลูกค้า, คำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ อะไรแบบนี้ก็ช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้นใน Funnel ขั้นถัดไป

  1. Bofu(Bottom of funnel) | Purchase

ขั้นตอนนี้คือ ขั้นตอนการปิดการขาย โดยขั้นตอนนี้เราต้องทำให้ลูกค้าตัดสินใจให้ได้ อาจกระตุ้นลูกค้าด้วยโปรโมชั่น หรือ ประโยคที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าถ้าไม่ตัดสินใจตอนนี้จะพลาดอะไรไป

สิ่งที่สำคัญเลยในการทำ Marketing Funnel คือ

  1. การตาม Retargeting/Remarketing ในลูกค้าแต่ละช่วง เพื่อดึงให้ลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจ ทำการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 
  2. การเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับแต่ละ stage

เช่นการรันโฆษณา Facebook Ads ถ้าผมต้องการปิดยอดขายใน stage consideration/purchase แต่ผมดันไปใช้ Objective VDO Views อย่างเดียว แบบนี้ก็จะปิดได้ยาก เพราะมันหาคนมาดูวิดีโอ
ดังนั้น ถ้างบน้อย ก็ต้องเลือก Message/Conversion หรือถ้า Retargeting ก็เป็น Reach เป็นต้น
หรือถ้าผมเน้นยอดขาย แต่ผมไปรันโฆษณา Youtube Ads อย่างเดียวอะไรแบบนี้มันก็จะได้ยอดขายยากหน่อย
ไม่มีตัวช่วยปิดการขาย แต่ถ้าเน้นการรับรู้ ให้คนดูรับรู้แบรนด์ผ่านการดู VDO ก่อน แล้วค่อยมาทำการตลาดต่อผ่านแคมเปญรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะ FB Message/Conversion/Reach
หรือ Google Search Ads/GDN/Youtubeโฆษณาตัวถัดไป แบบนี้ Youtube Ads อาจจะคุ้มเพราะสร้างการรับรู้ ให้แคมเปญรูปแบบอื่นไปสร้างยอดขายต่อ

ไม่ใช่ว่า Youtube Ads หรือ VDO Views มันรันขายไม่ได้นะ แต่มันต้องใช้ประกอบกับหลายๆรูปแบบแคมเปญ การเลือกเครื่องมือมาใช้ในแต่ละ Funnel จึงสำคัญมาก

 

สรุปความสำคัญ Marketing Funnel

  1. ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น และรู้ว่าเรามีกลุ่มหรือฐานลูกค้าอยู่ใน Stage ไหนบ้าง
    เพิ่มโอกาสให้เราสามารถทำโฆษณา ใช้ Media หรือทำ Content ต่างๆ ได้ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย Stage ที่ลูกค้าอยู่ และใช้งบประมาณได้เหมาะสมกับจำนวนของกลุ่มเป้าหมาย
  2. ช่วยให้เราสามารถวางแผน จัดการ เลือก Platform, Media และช่องทางในการโฆษณา รวมถึงบริหารงบประมาณได้เหมาะสมมากขึ้น
  3. เมื่อวางแผนได้ดีขึ้น เราจะสามารถใช้ช่องทางในการทำ Digital Marketing ต่างๆ ได้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ วัดผล ปรับปรุง และเห็นแนวทางในการพัฒนาได้มากขึ้น
  4. เมื่อเห็นช่องทางในการพัฒนา เราจะสามารถสเกลธุรกิจของเราได้ ไม่ตัน เพราะรู้จุดแข็ง จุดด้อย จุดที่ต้องเพิ่ม/ลดการบริหาร รู้วิธีการดึงลูกค้า และปิดการขายได้อย่างเหมาะสม
  5. ยอดขายและ ROI เมื่อสามารถวางแผน บริหารจัดการ และดำเนินการโฆษณาได้มีประสิทธิภาพ เราก็จะได้ยอดขาย และ ROI มากขึ้น และปรับให้เหมาะสมได้ตามความต้องการของเรา
Keyword Match type คืออะไร Broad Match Modifiler ถูกยกเลิก

Keyword Match type คืออะไร? Google ประกาศยกเลิก BMM ปรับตัวอย่างไร

Keyword Match type คือเครื่องหมายรูปแบบต่างๆ ที่เราใช้ประกอบกับคีย์เวิร์ด ที่เราทำการซื้อ เพื่อใช้ดักคำค้นหาของลูกค้า(Search term)ให้ตรงกับความต้องการของคนลงโฆษณา(Advertiser)มากขึ้น เพื่อให้โฆษณาแสดงใน Google.com โดยระบบที่ใช้ลงโฆษณาของ Google เรียกว่า Google Ads หรือชื่อเก่าคือ Google AdWords

ตัวอย่างการใช้ Match type แบบเก่า

โดยเมื่อก่อน Keyword Match type ที่สามารถใช้งานได้จะมี 4 รูปแบบคือ Broad Match, Broad Match Modifiers(BMM), Phrase Match และ Exact Match โดยความหมายและวิธีใช้งานแต่ละแบบในรูปแบบเก่า ผมจะไม่ลงลึกละกัน เดี๋ยวจะงงเปล่าๆ เดี๋ยวผมลงภาพไว้ให้ ไว้ดูเทียบๆกับ Keyword Match type รูปแบบใหม่ละกัน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา Google ประกาศว่ากำลังจะยกเลิกการใช้ Match type ที่ผมโปรดปรานมากที่สุดก็คือ Broad Match Modifiers หรือที่เรียกย่อๆว่า BMM พร้อมทั้งประกาศใช้ Matching Option แบบใหม่(การจับคู่คีย์เวิร์ดกับคำค้นหาแบบใหม่)

โดยการปรับครั้งนี้จะส่งผลจริงๆในเดือน กรกฏาคม 2564 มาร์ค-วัน รอเข้ามาแก้ไข Match type แบบใหม่ได้เลย แต่ Google ก็แจ้งแล้วละว่าให้เปลี่ยนล่วงหน้าไปเลย เค้าอาจจะทยอยเปลี่ยนบางบัญชีก่อน ไม่ได้พร้อมกันทั้งหมด

“หากไม่ได้ทำการแก้ไข BMM + + ของเราจะมี Matching Option ไปเป็น Phrase Match แบบเก่า”

เหตุผลที่ผมและหลายๆคนชอบใช้ BMM ในตอนแรกเริ่ม รวมถึงใช่บ่อยๆ เพราะว่ามันไม่แคบและไม่กว้างจนเกินไป สามารถมีไรแทรกกลาง ต่อหน้า ต่อหลัง สลับหน้าหลังได้

สิ่งที่หลายๆคนชอบใช้ก็ถูกยกเลิกไปซะงั้น! แต่ไม่เป็นไร ไม่ต้องเศร้า 5555 เรายังไหว สบายมาก

เท่ากับว่าเราจะเหลือ Match type แค่ Broad Match, Phrase Match, Exact Match เรียงจากรูปแบบกว้างๆไปหาแคบๆ

เรามาดูกันดีกว่าว่า Matching Option แต่ละแบบนั้น มันทำงานยังไงกันบ้าง

 

ความหมาย Keyword Match type และ Matching Option แต่ละแบบ

การทำงานของ Match type แต่ละแบบ

ภาพที่ Google อธิบายการทำงานของ Matching Option แบบใหม่

Broad Match type

Broad Match คือ Keyword Match type รูปแบบกว้างๆ ไม่ต้องใส่เครื่องหมายอะไร ระบบจะทำการหาคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่เราทำการซื้อ

Broad Match คืออะไร? ภาพอธิบายการ Match Keyword กับ Search term ของ Broad match

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า ระบบจะหาคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับสินค้าเรา

อาจเป็นสินค้าคนละแบบได้ด้วย จากที่ผมเคยเจอ อย่างเช่น ซื้อคีย์เวิร์ดว่า บ้านเดี่ยว พิษณุโลก เราอาจจะเจอ ที่ดิน พิษณุโลก ได้เช่นกัน

Phrase Match

Phrase Match คือ Keyword Match type รูปแบบวลี หรือ รูปแบบประโยคนั้นเอง ซึ่ง Phrase Match แบบใหม่จะมีลักษณะกว้างขึ้นกว่าเดิม เหมือนเอา BMM มาผสมกับ Phrase Match

Phrase Match คืออะไร? ภาพอธิบายการ Match Keyword กับ Search term ของ Phrase match

โดยก่อนหน้านี้ รูปแบบการจับคู่คำกับคีย์เวิร์ดของ Phrase Match นั้น คือมีคำอะไรต่อหน้า ต่อหลังเครื่องหมาย “…” ห้ามมีอะไรแทรกกลาง ให้ทำการนำโฆษณาไปแสดงผลในคีย์เวิร์ดนั้นๆ

เช่น เราซื้อคีย์เวิร์ด “รองเท้าเทสนิส” เมื่อมีคนค้นหา ซื้อรองเท้าเทสนิสลดราคา โฆษณาเราก็แสดงได้

แต่คำค้นหา รองเท้าเล่นเทสนิส แบบนี้จะไม่แสดงใน Phrase Match Matching Option แบบเก่า คือห้ามมีอะไรแทรกกลาง ต่อหน้าต่อหลังได้อย่างเดียว

อย่างที่บอกไอ้ Phrase Match รูปแบบใหม่ เหมือนมันเอาความสามารถของ BMM มาผสมคือ มีอะไรแทรกกลางได้ละ คำค้นหาว่า รองเท้าเล่นเทสนิส จะมีติดคีย์เวิร์ด “รองเท้าเทนนิส” ได้ละที่นี้

ส่วนในเรื่องความสามารถในการสลับหน้า-หลังของ BMM ก็ถูกนำใช้ใน Phrase Match ส่วนนึง

Google แจ้งว่า “การทำงานแบบใหม่นี้จะพิจารณาลำดับคำด้วยเมื่อมีความเกี่ยวข้องกับความหมายนั้น”

ตัวอย่างการสลับคำที่ Google แจ้ง:

  • คีย์เวิร์ด: “บริการขนย้ายจากกรุงเทพไปเชียงใหม่”
  • คำค้นหา: บริการขนย้ายจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ราคาถูก, บริการขนย้ายในกรุงเทพสำหรับขนย้ายไปเชียงใหม่
  • ไม่แสดง : ขนย้ายจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพ ถึงแม้จะมีคำที่ตรงตามที่ได้ตั้งไว้ แต่ทว่าความหมายเปลี่ยนครับ

คือถ้าสลับแล้วความหมายเป็นคนละแบบ มันจะไม่สลับครับโดย Google ยังแจ้งอีกว่าระบบ Phrase Match แบบใหม่สามารถเข้าใจบริบทความหมายของคำแล้วสลับหน้าหลังให้ได้ เช่นคีย์เวิร์ด “ราคา รองเท้าเทสนิส” และ “รองเท้า เทสนิส ราคา” ว่าเป็นคำความหมายเดียวกัน เป็นต้น

Google แจ้งว่าไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งสองคีย์เวิร์ด แค่เลือก 1 อัน พอ เพราะระบบเข้าใจความหมายว่ามันเป็นคำเดียวกัน(แต่ภาษาไทยมันซับซ้อน อันนี้ต้องลองไปเทสกันอีกทีตอนมันปรับใช้งานจริงละกัน)

ย้ำ! “มีอะไรแทรกกลางได้ มีอะไรต่อหน้าต่อหลังได้เหมือนเดิม สลับหน้า-หลังให้เฉพาะความหมายเดียวกัน”

Exact Match

Exact Match คือKeyword Match type รูปแบบที่ Keyword ตรงกับ Search term คำค้นหาของลูกค้าเป๊ะๆ โดย Google แจ้งว่า Search term(คำค้นหาจากฝั่งลูกค้า) ที่จะมาติดคีย์เวิร์ดที่เราซื้อ แค่มีความหมายใกล้เคียงกันตามตัวอย่างก็จะมาติดด้วย

Exact Match คืออะไร? ภาพอธิบายการ Match Keyword กับ Search term ของ Exact match
แต่จากที่ผมเคยทำและสังเกตุมา Search term ที่จะมาติด Keyword เรานั้น จะมาติดแค่คำที่เขียนผิดนิดหน่อยแค่นั้น เช่น เราซื้อ Keyword [เสาเข็มไมโครไพล์] | Search term ที่อาจมาติด มีทั้ง เสาเข็มไมโครไพล์ หรือ เข็มไมโครไพล์ หรือ เสาเข็มไมโคพาย เป็นต้น คือเขียนผิดนิดหน่อย ระบบพอเข้าใจว่าคือคำความหมายเดียวกัน

แต่จากตัวอย่างข้างต้นอาจจะเป็นอัพเดทใหม่รึเปล่า ผมไม่ชัวร์ ยังไงทุกคนลองเทส แล้วดู Search term ต่างๆที่เข้ามาติดอีกทีละกันอย่าเพิ่งเชื่อ บางทีตัวอย่างเค้า แปลมาจากภาษาอังกฤษแล้วอาจจะผิดก็ได้ 5555 รวมทั้งวิธีการ Matching Option ของ Phrase match ด้วยนะ ลองเทสก่อน อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด

ก็เอาเป็นว่าทุกคนพอเข้าใจคอนเซปท์แล้วละ ที่เหลือก็ลองไปเทสกันละกัน ว่ามันเป็นอย่างที่เค้าแจ้งมาไหม Test & Optimize กันต่อไปนะจ้ะ

สำหรับคนที่อยากรับข่าวสารอัพเดท รวมถึงพูดคุยสอบถามเรื่อง Digital Marketing
กับเราได้ที่ Facebook Group: bit.ly/ThaiDigitalMarketingHub

อ้างอิง: https://support.google.com/google-ads/answer/7478529

คำศัพท์การตลาดออนไลน์

คำศัพท์ Digital Marketing ที่ทุกคนต้องรู้!

คำศัพท์การตลาดออนไลน์

ศัพท์ Digital Marketing หรือศัพท์ของการตลาดออนไลน์นั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการตลาดเช่นกัน เพราะว่าเวลาเราอ่านบทความต่างๆ หรือพูดคุยกับคนในวงการ เราก็จะได้เข้าใจสิ่งที่เค้าทำการสื่อสารกัน

ศัพท์ Digital Marketing มีอะไรกันบ้าง?

Facebook Page คือหน้าที่เราเอาไว้นำเสนอธุรกิจของเรา ใช้เพื่อติดต่อสื่อสาร สร้าง Engage กับผู้ใช้ ใช้งานร่วมกับ Ad Account

Ad Account คือบัญชีโฆษณาของเฟสบุ๊ค ซึ่งถ้าเราจะรันโฆษณา เราต้องมารันผ่าน Ad Account

Ads Manager คือเครื่องมือไว้ใช้รันโฆษณาของ Google โดย Ads Manager จะอยู่ภายใต้บัญชีโฆษณาซึ่งเรียกว่า Ad Account

Business Manager คือบัญชีจัดการธุรกิจของ Facebook สำหรับใครที่มีหลายๆ Facebook page หรือมีหลายๆ Ad account ก็ต้องมาสร้าง Business Manager

Impressions คือจำนวนครั้งการแสดงผลของโฆษณา

Clicks คือจำนวนคลิกที่เกิดขึ้นกับโฆษณา

CTR(click-through-rate) คืออัตราการคลิก [Clicks / Impression * 100 = CTR]

Conversion คือหน่วยวัดผลรูปแบบนึง ซึ่งเป็นการกระทำที่มีค่าต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อ หรือการกรอกฟอร์ม

ชื่อแคมเปญประเภทนึงของ Facebook ก็มีชื่อว่า Conversion เช่นกัน

Conversion rate คืออัตราการเกิด Conversion [Conversions / Clicks * 100 = Conversion rate]

Lead generation คือการตลาดรูปแบบนึงที่เน้นการเก็บฟอร์มรายชื่อข้อมูลส่วนตัวลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสขายในโอกาสถัดๆไป แต่ก็เป็นชื่อแคมเปญประเภทนึงของ Facebook ads เช่นกัน

Search ads คือโฆษณารูปแบบการค้นหาผ่านเว็บไซต์ Search Engine อย่างเช่น Google, Bing หรือ Yahoo แต่ที่ดังในไทยจะเป็น Google.com

Banner Ads คือโฆษณารูปแบบแบนเนอร์อาจมีหลายๆเจ้าที่ให้บริการแบนเนอร์เช่นพวก Native Ads, Taboola, GDN หรือการซื้อแบนเนอร์ผ่านเว็บไซต์ต่างๆโดยตรง

GDN คือโฆษณารูปแบบแบนเนอร์ ชื่อเต็มคือ Google Display Network รวมถึงเป็นชื่อเครือข่ายเน็ตเวิร์กของ Google ที่ไว้แสดงโฆษณาแบนเนอร์

Shopping Ads คือโฆษณารูปแบบช้อปปิ้ง เป็นรายการสินค้า ส่วนใหญ่ที่เราเห็นแสดงผลใน Google.com ซึ่งมีการแสดงผลในเว็บไซต์ Youtube และ Gmail อีกด้วย

A/B Testing คือการทดสอบบางสิ่งบางอย่างเพื่อหาผลลัพธ์ โดยทำการเปรียบเทียบกัน เช่น การแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 2 กลุ่ม, หรือการแบ่งโฆษณาเป็น 2 ชิ้นเพื่อทำการเปรียบเทียบกัน

Outbound Marketing คือการตลาดแบบผลักออก ที่ไปคั่นลูกค้าขณะเสพสื่อต่างๆเช่น Facebook ads ไปคั่นลูกค้าขณะลูกค้าดู Facebook News Feed, Banner GDN ที่ขึ้นในเว็บไซต์ข่าว

Inbound Marketing คือการตลาดแบบดึงดูดเข้ามา เช่นการทำ Blog ทำ SEO ทำ content ให้คนติดตาม แล้วค่อยๆสร้างให้กลายเป็นลูกค้าต่อไปด้วยวิธีต่างๆ จะเป็นลักษณะที่ลูกค้าเข้ามาหาเราเอง

Content คือสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะ ภาพ,เนื้อหา หรือวิดีโอ ที่จริงคำว่า Content มักใช้พูดถึงกลุ่มงานเขียนคอนเทนต์ แต่ว่าที่จริงใช้รวมได้ทั้งหมด

E-Commerce คือเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีสินค้าเยอะๆ สามารถปิดการขายผ่านเว็บไซต์ได้

Email Marketing คือการทำการตลาดผ่านรูปแบบอีเมล

Own media คือสื่อที่อยู่ในมือเราเองไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์, Blog, Facebook page, Youtube Channel

Earn media คือสื่อที่เราได้รับมาโดยเราไม่ได้เสียเงินเช่น มีคนรีวิวถึงเรา, มีคนพูดถึงเราในโลกออนไลน์ เป็นต้น

Paid media คือการจ่ายเงินเพื่อซื้อสื่อ เช่น Facebook ads, Google ads, Tiktok ads หรือ Taboola เป็นต้น

Keyword คือคำที่เราจะใช้เป็นคำหลักของ Content ใน blog เพื่อให้รองรับกับการทำ SEO หรือการซื้อ Keyword เพื่อให้โฆษณาแสดงผลใน Google Ads

SEM(Seach engine marketing) คือการทำการตลาดบนเครื่องมือการค้นหา Search engine เช่น Google.com, Bing.com หรือ Yahoo.com เป็นต้น ในความหมายที่แท้จริงหมายถึง SEO และ PPC ทั้งคู่ด้วยกัน แต่คนชอบเรียก SEM ว่าคือ PPC

Pay-per-click(PPC) แปลว่าการจ่ายเป็นคลิก ใช้เรียกโฆษณาของ Google Ads ที่จ่ายเป็นคลิก ส่วนใหญ่จะใช้เรียก Search ads แต่ความหมายจริงๆก็หมายถึง Gdn ด้วยเช่นกัน

Paid Search คือการทำโฆษณาผ่าน Search engine ด้วยการเสียเงินเพื่อแสดงโฆษณา

Organic Search คือการที่เว็บไซต์ติดอันดับหน้า Search engine แบบไม่เสียเงิน

SEO(Search engine optimization) คือวิธีการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ติดอันดับหน้า Search engine แบบไม่เสียเงิน

Traffic คือจำนวนคนเข้าเว็บไซต์

Organic Traffic คือจำนวนทราฟฟิคที่เข้าเว็บไซต์จากตำแหน่ง Organic(ตำแหน่งที่ติดแบบธรรมชาติ ไม่เสียเงิน)

Paid Traffic คือจำนวนทราฟฟิคที่เข้าเว็บไซต์จากโฆษณาแบบเสียเงิน

Google Analytics(GA) คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลบนเว็บไซต์

Google Tag Manager(GTM) คือเครื่องมือที่ใช้ในการแทรกโค้ดในเว็บไซต์โดยไม่ต้องผ่านโปรแกรมเมอร์ รวมถึงการวัดผลเหตุการณ์ต่างๆในเว็บไซต์ ก็สามารถทำได้ผ่าน Tag Manager

Google Adwords หรือ Google Ads คือเครื่องมือทำโฆษณาของ Google ซึ่งมีโฆษณาแยกย่อยไปอีกหลายรูปแบบคือ Search ads, GDN, video ads, shopping ads และ app install ads

Landing page คือเว็บไซต์ 1 หน้าที่เราเอาไว้ส่งคนจากโฆษณามาลงหน้านี้

Sale page คือเว็บไซต์ 1 หน้าที่มีลักษณะเขียนเพื่อโน้มน้าวขายสินค้า

Facebook pixel คือโค้ดของ Facebook ที่เอาไว้ใช้เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมและใช้วัดผลลัพธ์

Audience คือกลุ่มผู้ชมโฆษณา

Algorithm คือระบบขบวนการทำงานของคอมพิวเตอร์ ที่ปฏิบัติตามกฏต่างๆที่คนสร้างระบบได้สร้างไว้ ในการตลาดออนไลน์ ระบบโฆษณาทุกอันมีอัลกอริทึ่มของตัวเอง ที่จะใช้ประเมินสิ่งๆต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดอันดับ, การนำส่งโฆษณา, ระบบการประมูล ฯลฯ

CTA(Call-to-action) คือส่วนนึงในเว็บไซต์หรือในโฆษณา ที่เราสั่งให้ผู้ชมโฆษณากระทำการบางอย่าง ไม่ว่าจะด้วยรูปหรือข้อความ เช่น สั่งเลย, ซื้อตอนนี้ หรือโทรเลย

บทความนี้น่าจะพอช่วยให้ทุกสื่อสาร อ่านสื่อต่างๆได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น แล้วเจอกันบทความถัดไปครับ 😀

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

7 Application ฟรีสำหรับนักการตลาดออนไลน์ Digital Marketing

7 Application ฟรี! ที่สาย Digital Marketing ต้องมีติดเครื่อง

7 Application ฟรีสำหรับนักการตลาดออนไลน์ Digital Marketing

รวมแอพฯ โหลดฟรีบนมือถือ สำหรับนักการตลาด digital marketing เรามาดูกันดีกว่าว่าแอพฯ แต่ละตัวมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

Facebook Ads Manager

แอพ Facebook Ads Manager

Ads manager คือเครื่องมือรันโฆษณาของ Facebook ads ซึ่งปกติเราจะตั้งค่า Campaign ทำงานกันผ่านคอมฯ แต่ในส่วนของโทรศัพท์มือถือ Smartphone นั้น ทาง Facebook ก็ได้ทำแอพฯออกมารองรับการทำโฆษณาด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถทำการตั้งค่า Campaign ผ่านทางโทรศัพท์ได้เลย รวมถึงการวิเคราะห์ Campaign ได้ด้วย 

Google Ads

แอพฯ Google Ads

แอพ Google Ads คือแอพฯจากฝั่งโฆษณา Google Ads เราสามารถ Pause ส่วนที่เราไม่ต้องการใช้งาน เพิ่ม Keyword, ปรับ Bid Adjustment ได้ รวมถึงการใช้วิเคราะห์ข้อมูล

ทั้ง Facebook ads และ Google Ads แนะนำให้ใช้เช็คผลลัพธ์ตอนอยู่ข้างนอกบ้าน หรือปิด-เปิด-ปรับ Campaign ตอนเร่งด่วน ตั้งค่าผ่านคอมยังคงตอบโจทย์ที่สุด

Pages Manager

แอพฯ Facebook Page Manager

Pages Manager คือแอพสำหรับบริหารจัดการ Facebook page จะโฟกัสไปที่เพจเฟสบุ๊ค แตกต่างจาก Facebook ads manager อันนั้นจะบริหารโฆษณา

ในส่วนของ Pages manager นั้นสามารถทำเกือบทุกอย่างเหมือนในเพจเฟสบุ๊คพวก โพสต์เนื้อหา, ภาพ, วิดีโอ หรือชวนเพื่อนไลค์เพจ รวมถึงการวิเคราะห์ Page insight และการตอบแชททางกล่องข้อความ เราสามารถทำได้จากแอพฯนี้ทั้งหมด

Facebook Analytics

แอพฯ Facebook Analytics

Facebook Analytics คือเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลบน Facebook หลักๆจะวิเคราะห์ข้อมูลจาก Facebook Pixel มาแสดงผลลัพธ์ให้เราดู รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลจาก Facebook Page ได้ด้วย โดยเราสามารถใช้ Facebook Analytics ผ่าน Ads manager ในคอมฯได้เช่นกัน

Google Analytics

แอพฯ Google Analytics

Google Analytic คือเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลบนเว็บไซต์ ในแอพฯสามารถใช้วิเคราะห์คร่าวๆได้ มี Interface ที่ใช้งานง่าย มีรีพอร์ทให้ครบเหมือนตอนเข้าผ่านเว็บไซต์ เราสามารถเลือกรูปแบบรีพอร์ทได้จากมุมซ้าย

My Business

แอพฯ Google My Business

My Business คือแอพฯของ Google My Business

Google My Business คือวิธีการที่เราทำให้ธุรกิจของเราขึ้นไปอยู่ใน Google Maps ซึ่งเมื่อเราสร้าง Google My Business เสร็จแล้ว เราสามารถเอาอีเมลที่เราใช้สร้างมาล็อกอินในแอพฯเพื่อบริหารจัดการข้อมูลของธุรกิจ, โพสต์ที่เราจะอัพเดท, ภาพบรรยากาศ-ภาพสินค้า และดู-ตอบรีวิวลูกค้า เราสามารถบริหารจัดการทุกอย่างที่กล่าวมาผ่านในแอพได้

Tag me

แอพฯ Tag Me

ข้อมูลแอพอื่นๆเราพูดถึงพวกโฆษณา,เพจ,เว็บไรไปหมดละ แอพพลิเคชั่นนี้เอาใช้นักการตลาดสาย Instagramer หน่อย สำหรับใครที่ชอบปวดหัวเวลาหา hashtag มาใช้ประกอบภาพ Instagram ทางออกของคุณมาแล้ว คุณสามารถใช้แอพฯนี้ > หา Categorey ที่ต้องการ แล้วคุณทำการ Copy tag ที่คุณเลือกไว้ไป paste ได้หมดเลย

หลังจากเพื่อนๆรู้จักแอพฯสำคัญสำหรับนักการตลาดไปแล้ว อย่าลืมไปโหลดใส่เครื่องตัวเอง จะได้ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ทำงานแบบมีประสิทธิภาพสุดๆ T T

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

Conversion สำคัญยังไง? พร้อมเทคนิคการเพิ่ม Conversion rate

Conversion คืออะไร สิ่งที่คุณต้องรู้ในปี 2020

Conversion คืออะไร 

Conversion คือ หน่วยหรือสิ่งบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมาย  take action ตามที่ตั้งเป้าหมายของแคมเปญนั้นไว้ เช่น สั่งซื้อของ ลงทะเบียน กรอกลีดส์ เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังแบ่งประเภท Conversion ออกเป็น Macro Coversion และ Micro Conversion

ภาพแสดง Conversion Funnel

ที่มา: Freepik

Macro Conversion คือ 

เป้าหมายหลัก ของ conversion ของการทำเว็บไซต์ในแคมเปญนั้น ๆ เช่น สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ ลงทะเบียนกรอกฟอร์ม เป็นต้น

Micro Conversion คือ 

เป้าหมายรองอันเป็นผลมาจาก Macro Conversion ของการทำเว็บไซต์ในแคมเปญนั้น ๆ เช่น กดเลือกสินค้าใส่ในตะกร้า สมัครบัญชีเป็น member ของเว็บไซต์ เป็นต้น

Lead Conversion คือ

กระบวนการหรือขั้นตอนที่แปลงรายชื่อว่าที่ลูกค้าหรือลีดส์ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง conversion ของแคมเปญต่อไป

Conversion rate คือ  

อัตราส่วนของจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ take action ตามเป้าหมายของแคมเปญกับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยนำจำนวนครั้งที่กลุ่มเป้าหมาย take action จนเกิด conversion หารกับจำนวน conversion ของ sessions ทั้งหมด

การวิเคราะห์ Conversion

ที่มา: emanuel

วิธี optimize Conversion Rate นั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ ซึ่งต่างจาก Conversion ของ seo หรือ paid ads ที่จะโฟกัส

การเพิ่ม clicks through rate จำนวนคลิก และคีย์เวิร์ด 

การเพิ่ม Conversion Rate ทำได้อย่างไร

การวัด Conversion rate ขึ้นอยู่กับเป้าหมายแคมเปญแต่ละประเภทว่าต้องการอะไร วิธีเพิ่ม conversion rate นั้นทำได้ง่าย ๆ และเหมาะกับแคมเปญแต่ละแบบ ดังนี้

เน้น call to action ให้ดี

call to action คือปุ่มหรือลิงก์ที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย take action ตามที่เราต้องการได้ เช่น Add to Cart Register Now เป็นต้น การออกแบบดีไซน์และ copy text ของ call to action ให้หลากหลายจะช่วยให้เราได้ไอเดียของการสร้าง call to action ที่ดีในการทำแคมเปญครั้งต่อไปหากไม่มีสูตรสำเร็จของการทำ call to action ที่ดีที่สุดนักการตลาดจึงต้องทดสอบด้วยชุดข้อมูลหลายประเภทและหาว่า call to action แบบไหนที่ตอบโจทย์แคมเปญของเรามากที่สุด

การเล่น call to action ที่ดีจะช่วยเพิ่ม conversion rate ได้มากถึง 20% การเขียน call to action ด้วยคำที่ชัดเจนตรงไปตรงมาและสื่อให้รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายควรจะทำอะไรเมื่อจะ take action ต่อไปจะช่วยให้เกิด conversion rate ได้สูงยิ่งขึ้น

สร้าง user experience ที่ดี

UX หรือ user experience ที่ดีนั้นประกอบด้วยการวาง layout เนื้อหาและการใช้งานของ landing page ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริงโดยทั่วไปแล้วฟังก์ชันของ landing page แบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

  • ให้รายละเอียดข้อมูลว่าแบรนด์ offer อะไรให้ลูกค้า
  • โน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายว่า offer ของแบรนด์ดีและแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร
  • แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายจะได้รับ offer ตามที่ต้องการด้วยการทำอย่างไร

หากดูจากคำอธิบายข้างต้นแล้ว หน้าที่หลักของ Landing Page ก็คือกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายต้องการ take action รวมทั้งช่วยไกด์ให้พวกเขาทำตาม action นั้น ตามที่เราตั้ง conversion ไว้ 

นักการตลาดจึงต้องวางแผนและวิเคราะห์การสร้างสรรค์ Landing Page ออกมาให้หลากหลายโดยอาจปรับเปลี่ยนการจัดวางองค์ประกอบศิลป์อย่างแตกต่าง เลือกใช้ font ถ้อยคำหรือเนื้อหา content ที่หลากหลาย รวมทั้งติดตามผลดูว่าองค์ประกอบศิลป์แบบไหน เนื้อหาแบบใดที่กระตุ้นให้ผู้คน take action จนเกิด conversion ได้มากที่สุด

ติดตามผลองค์ประกอบต่าง ๆ

องค์ประกอบทุกอย่างของการทำแคมเปญล้วนส่งผลต่อเป้าหมายของแคมเปญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดวิว การลงทะเบียน กรอกลีดส์ หรือจำนวนการดาวน์โหลดต่าง ๆ การติดตามผลขององค์ประกอบเหล่านั้นจะช่วยให้คุณเห็นว่าสิ่งที่เราทำลงไปก่อให้เกิด impact มากน้อยแค่ไหน กลุ่มเป้าหมาย take action ตามที่ต้องการหรือไม่

ยกตัวอย่างบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเพิ่มยอดขายไม่ได้กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาอาจมาจาก 3 ช่องทางได้แก่

  • คลิก call to action จากการดูวีดีโอในหน้าโฮมเพจ
  • คลิก call to action จัดการกรอกแบบฟอร์มสำหรับสมัคร account ของเว็บไซต์
  • ลงทะเบียนรับข้อเสนอพิเศษในหน้าเว็บไซต์

บริษัทได้ทำแคมเปญแบบ A/B testing เพื่อหวังจะเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมายเข้ามาอย่างหน้าเว็บไซต์ โดยพวกเขาติดตามผลจากจำนวนคลิกทั้ง 3 ช่องทาง เพื่อดูว่าช่องทางไหนและวิธีใดที่ช่วยหากลุ่มเป้าหมายเข้ามาหน้าเว็บไซต์และทำให้เกิด conversion ได้มากที่สุด

การติดตามผลขององค์ประกอบต่าง ๆ จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมและวิธีออกแบบเว็บไซต์ที่ได้ผลตรงกับเป้าหมายของแคมเปญ

ทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายที่ใช่

เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร marketing journey ของเขาอยู่ในขั้นไหน การออกแบบแคมเปญให้เหมาะสมกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

หากกลุ่มเป้าหมายของคุณเป็น organic traffic แน่นอนว่าพวกเขาคลิกเข้ามาในเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูลที่ตนเองสนใจ ซึ่งอาจใช้เวลาในการอยู่ในหน้าเว็บไซต์นานกว่า ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาในเว็บไซต์แล้วอาจจะกลับเข้ามาในเว็บไซต์ของแบรนด์อีกครั้ง เพื่อตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของแบรนด์ก็ได้

นักการตลาดจึงต้องวางแผนและวิเคราะห์ให้ขาดว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของเรานั้นคือใคร เพื่อที่จะได้ไปพัฒนาแคมเปญให้เหมาะสมและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายของเราต่อไป

test test test

การทดสอบถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ เพราะจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราลงมือทำไปนั้น อันไหนได้ผลและอันไหนไม่ได้ผล ซึ่งผลลัพธ์ทั้งสองแบบนี้ล้วนทำให้แบรนด์มองเห็นโอกาสในการเติบโตได้ การเพิ่ม conversion rate ที่ดีนั้นจึงต้องทดสอบหลายครั้ง

การทดสอบแคมเปญในแต่ละครั้งจะช่วยให้เราเห็นข้อบกพร่องและนำไปปรับปรุงได้ถูกจุด ทั้งนี้ การทดสอบแคมเปญยังถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรและสร้างวัฒนธรรมของการวัดผลโดยยึดหลักตามข้อมูลและข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงที่สุด

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

สูตร CTR | CTR คืออะไร?

CTR คืออะไร สำคัญต่อการยิง ads อย่างไร + แจกสูตรคำนวณค่า CTR ง่าย ๆ

CTR หรือ Click-Through Rate อีกหนึ่งศัพท์ในแวดวงดิจิทัลที่นักการตลาดออนไลน์มักได้ยินและต้องเจออยู่บ่อย ๆ โดย CTR ถือว่าสำคัญมากหากคุณเป็นนักยิงโฆษณาตัวยง ไม่ว่าจะมาทางสาย bidding ในกูเกิ้ล หรือสาย optimize ใน Facebook บอกได้เลยว่าต้องเจอ CTR แน่นอน

บทความนี้ จะพาคุณไปทำความรู้จัก CTR ให้มากขึ้น รวมทั้งสอนคำนวณ CTR ง่าย ๆ ในแบบฉบับตัวเองกัน

CTR คือ

ค่าสัดส่วนของจำนวนผู้คนที่เห็นโฆษณาและคลิกเข้ามาหาเรา ซึ่งนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดว่าโฆษณาและคีย์เวิร์ดที่เรา optimize ไปนั้น แสดงผลได้ดีมีประสิทธิภาพหรือไม่ ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถดูค่า CTR หรือ Click-Through Rate ได้ที่แดชบอร์ดของบัญชีที่ใช้ยิงโฆษณาได้เลย ยิ่งค่า CTR สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ที่คนจะคลิกโฆษณาของเราง่ายขึ้นมากเท่านั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงเกิดคำถามว่าตกลงแล้ว CTR ที่ดีนั้นควรมีค่าเท่าไหร่ คำตอบก็คือ ไม่มีตัวเลขตายตัว ตัวเลขเฉพาะไม่สามารถชี้วัดได้ว่าแคมเปญโฆษณาในแต่ละครั้งของคุณดีหรือไม่ดี เพราะค่า CTR จะสูงหรือไม่สูงขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดและการวางแผนโฆษณาในแต่ละแคมเปญ ค่าเฉลี่ยของ CTR ในธุรกิจแต่ละประเภทก็หลากหลายและแตกต่างกันไป ที่สำคัญ อันดับของโฆษณาที่แสดงผลในหน้าการค้นหานั้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ค่า CTR สูงหรือต่ำก็ได้

ลองมาดู ค่าเฉลี่ย CTR การทำ AdWords ของธุรกิจแต่ละประเภท ตามแผนภูมิข้างล่าง จะเห็นได้ว่าตัวเลข CTR นั้นหลากหลาย รวมทั้งธุรกิจแต่ละแบบก็มีค่าเฉลี่ยที่ต่างกันด้วย

CTR GDN Benchmark CTR เปรียบเทียบในอุตสาหกรรมต่างๆ

ที่มา: wordstream

ถึงอย่างนั้น หากเราอยากได้ตัวเลขค่า CTR โดยประมาณ เพื่อนำมาเทียบเคียงและวางแผนสำหรับทำการตลาดต่อไป อาจยึดว่า ค่า CTR สำหรับแคมเปญเสิร์ชคือ 4-5% + ส่วนค่า CTR สำหรับแคมเปญ display ads คือ 0.5-1% + 

CTR ใน Google กับ Facebook ต่างกันอย่างไร

เมื่อพูดถึงค่าเฉลี่ย CTR แล้ว ก็อาจมีอีกคำถามตามมา สรุปแล้ว ค่า CTR ใน Google กับ Facebook แตกต่างกันอย่างไร มาไล่ดูกันเลยดีกว่า

ค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Display ad คือ .4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย CTR ของ Facebook ad ประมาณสี่เท่าตัว

ค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Search คือ 2-3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Display ad ประมาณสิบเท่าตัว และสูงกว่าค่าเฉลี่ย CTR ของ Facebook ad ร้อยเท่าตัว นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ย CTR ของ Google Search ก็อาจพุ่งสูงถึง 30% ซึ่งขึ้นอยู่กับอันดับของโฆษณาที่แสดงในหน้าการค้นหาด้วย

ค่าเฉลี่ย CTR ของ Facebook คือ .051% ต้องบอกก่อนว่าค่านี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ทางเฟซบุ๊กเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เป็นตัวเลขที่มีคนทำวิจัยจากการเก็บข้อมูลแคมเปญโฆษณาในเฟซบุ๊กจำนวน 11,000 กรณีศึกษา จนได้ตัวเลขเฉลี่ยออกมาเป็นค่านี้

หลายคนคงสงสัยต่อว่าทำไมค่าเฉลี่ย CTR ของเฟซบุ๊กถึงต่ำกว่ากูเกิล ประเด็นนี้อธิบายได้ด้วยสองเหตุผล อย่างแรก ก็เพราะเฟซบุ๊กมีรูปแบบโฆษณาและการเลือกกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ซึ่งช่วยให้เจาะจงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มจริง ๆ ที่อาจไม่ได้มีเยอะเมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไปค้นหาในหน้า search engines อย่างที่สองก็เพราะความสนใจของผู้ใช้งานในเฟซบุ๊กน้อยกว่า ลองนึกดูว่า เมื่อเราเข้าแอปพลิเคชันจำพวกโซเชียลมีเดีย เราจะเน้นเสพความบันเทิงและเรื่องราวของคนใกล้ตัวหรือเรื่องที่สนใจ มากกว่าโฆษณาที่ยิงมาหาเรา จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะเลื่อนหน้าฟีดส์ผ่านเวลาเจอแบนเนอร์โฆษณาในเฟซบุ๊ก

CTR ช่วยให้โฆษณาทำงานดีได้อย่างไร

หากเราอยากให้แคมเปญโฆษณาที่ทำมีค่า CTR สูง ตามมาตรฐานที่ตั้งเป้าไว้ ต้องมุ่งไปที่สิ่งสำคัญหลัก ๆ สองอย่าง ได้แก่  Ad Rank (อันดับที่ปรากฏบนหน้าการค้นหา) และ Quality Score ซึ่งเราจะมาไล่ดูกันว่า CTR จะสูงหรือไม่สูงนั้น ปัจจัยจากทั้งสองตัวนี้จะมีส่วนช่วยได้อย่างไรบ้าง

Ad Rank จะช่วยชี้วัดว่าโฆษณาของเราควรแสดงผลอยู่อันดับใดในหน้าการ search engines แน่นอนว่าในโลกของ bidding โฆษณาที่ได้อยู่อันดับแรกสุดไม่ใช่คนที่ bid ด้วยงบที่สูงเสมอไป เพราะการที่จะเลือกให้โฆษณาตัวไหนติดอันดับต้น ๆ นั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะอัลกอริธึ่มจะประเมินค่า CTR ที่มีคนคลิกเข้ามาจริง ๆ กับค่า CTR ที่เราคาดการณ์ว่าจะต้องได้ (Actual CTR vs Expected CTR)

ยกตัวอย่าง คุณยิง ads หลายตัว แต่เรต CTR ที่ได้กลับต่ำมาก อัลกอริธึ่มจะคาดการณ์และประเมินว่าโฆษณาตัวต่อไปของบัญชีโฆษณานี้จะต้องมีค่า CTR ต่ำเหมือนอันที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้อันดับโฆษณาของคุณตกไปอยู่ล่าง ๆ แทน

คราวนี้มาดูกันที่ Quality Score บ้าง ต้องบอกก่อนว่า Quality Score จะวัดผลโฆษณาจากคีย์เวิร์ด copy และ Landing page หากเราสามารถสร้างสรรค์องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้ให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวหรือข้อมูลที่กลุ่มเป้าหมายมองหาและตอบโจทย์พวกเขาด้วยแล้ว ก็จะทำให้ได้รับ Quality Score ที่ดี ยิ่งเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขามองหามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับ Quality Score สูงมากเท่านั้น โดยการคำนวณ Quality Score จะประเมินจากเรต CTR ที่ตั้งไว้ ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และ UX ของ Landing page

CTR vs Conversion Rate ต่างกันอย่างไร

เมื่อเริ่มจับทางออนไลน์ นักการตลาดหลายคนคงเคยได้ยินและสับสนระหว่าง CTR กับ Conversion Rate กันอยู่บ้าง จริง ๆ แล้ว ทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน ค่า CTR สูง ไม่ได้หมายความว่าจะได้ Conversion Rate ที่สูงตามไปด้วย เพราะ CTR วัดค่าจำนวนคนที่เห็นและคลิก ads เข้ามา ไม่ได้ชี้วัดยอดปิดการขาย ลงทะเบียน หรืออะไรก็ตามที่เราวางให้เป็น conversion ของแคมเปญนั้น ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่าค่าร้อยละของ Conversion Rate ที่สูงนั้นค่อนข้างสำคัญในการวัดผลความสำเร็จของแคมเปญทั้งหมด

แต่อย่าลืมว่า CTR ก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการจะมี CTR ที่ดีนั้น จะส่งผลต่อ Ad Rank และ Quality Score ให้มีคะแนนสูงขึ้นด้วย ซึ่งหมายความว่านี่คือสะพานด่านแรกที่พาเราไปปิดการขายหรือไปสู่ conversion ที่แท้จริงได้นั่นเอง ถึงแม้ CTR จะไม่ได้ส่งผลต่อ Conversion โดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในการวิเคราะห์แคมเปญ และส่งผลต่อ Ad Rank และ Quality score

CTR สูตร คำนวณก่อนยิงโฆษณา

การคำนวณค่า CTR ของโฆษณาแต่ละประเภทจากกูเกิลและเฟซบุ๊กนั้น ใช้สูตรคำนวณเหมือนกัน โดยใช้จำนวนคลิกกับอิมเพรสชันเท่านั้น ได้เป็น

(จำนวนคนคลิกโฆษณา / จำนวน impression) x 100 = CTR

ยกตัวอย่าง คุณสร้างแคมเปญโฆษณาขึ้นมา โดยยิง ads แสดงผลจำนวน 5,000 ครั้ง แต่มีจำนวนผู้ที่เห็นและคลิกโฆษณานั้นเข้ามาทั้งหมด 200 คน คุณสามารถคำนวนค่า CTR ของแคมเปญนี้ได้ ดังนี้

(200 / 5,000) x 100 = 4%

สูตร CTR | CTR คืออะไร?

ที่มา: business2community 

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

PPC คืออะไร(pay-per-click) เทคนิคการโฆษณาหน้าแรก Google Ads

PPC คืออะไร? วิธีการโฆษณาหน้าแรก Google Ads[เทคนิค]

PPC อีกหนึ่งเรื่องน่าสนใจที่นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่อยากจับทางทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์บน search engines ต้องทำความเข้าใจ

เพราะการทำแคมเปญ PPC มีมากกว่าการลงเงินโฆษณาให้ติดอันดับเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องพื้นฐานอื่นๆ อีกมากมาย

PPC คืออะไร?

PPC คืออะไร(pay-per-click) เทคนิคการโฆษณาหน้าแรก Google Ads

PPC ย่อมาจาก Pay-Per-Click หรือรู้จักกันทั่วไปในชื่อว่า Paid Search คือช่องทางการโฆษณาออนไลน์บน search engine (เช่น Google, Yahoo, Bing และ Baidu เป็นต้น) ที่เรานิยมในประเทศไทยก็จะเป็น Google การโฆษณาบน Google เป็นการใช้กลยุทธ์วางแผนและซื้อคีย์เวิร์ดที่คาดว่าลูกค้าของพวกเขาจะใช้คำนั้นๆ ในการเสิร์ชหา เรียกว่า bid keyword 

ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ เจ้าของธุรกิจรายย่อย และนักการตลาดออนไลน์ ต่างหันมาจับทางทำ PPC ในการทำการตลาดและโฆษณาสินค้าหรือบริการของตนอย่างแพร่หลาย โดยผู้ลงโฆษณาจะต้องจ่ายค่าโฆษณาเมื่อมีผู้คลิก ads ที่ตนได้ซื้อหรือ bid คีย์เวิร์ดนั้นไว้

เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดจึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจ และวางแผนการ bid คีย์เวิร์ดให้เหมาะสม กระตุ้นให้คลิก รวมทั้งมีโอกาสสร้าง conversion ได้จริง เพราะหากพวกเขาคลิกเข้ามาแต่ไม่ได้ take action ที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ก็อาจทำให้เสียเงินโฆษณาไปเปล่าๆ ได้

PPC กับ CPC ต่างกันอย่างไร

PPC กับ CPC ต่างกันยังไง

นักการตลาดหลายๆคน คงเคยได้ยินคำว่า PPC กับ CPC กันอยู่บ่อยๆ แต่ยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์และความแตกต่างของคำทั้งสองคำนี้อย่างชัดเจนใช่ไหม

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักคอนเซ็ปต์ของแต่ละคำกัน PPC หรือ Pay-Per-Click ว่าด้วยรูปแบบการจ่ายค่าโฆษณาในแต่ละครั้งที่มีคนคลิกเข้ามา ส่วน CPC ย่อมาจาก Cost-Per-Click หมายถึงจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละคลิกนั้นมากน้อยเท่าไหร่

แม้จะมีคนใช้คำสองคำนี้สลับสับสนกันอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว ทั้ง PPC และ CPC นั้นแตกต่างกัน โดย PPC ใช้อธิบายวิธีการลงโฆษณา ในขณะที่ CPC ใช้อธิบายมูลค่าเม็ดเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละคลิกนั่นเอง

โฆษณาหน้าแรกบน google ต้องทำอย่างไร

วิธีลงโฆษณาบน Google หรือทำแคมเปญ PPC นั้น มีขั้นตอนพื้นฐานหลักๆ อยู่ 9 ขั้นตอน ด้วยกัน ซึ่งเริ่มทำได้ดังนี้

เริ่มต้น Research

ก่อนอื่นต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เป้าหมายของแคมเปญนี้คืออะไร คุณจะทำไปเพื่ออะไร เพราะคำตอบนี้จะช่วย shape ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร และนำไปสู่การสร้าง conversion ได้ในที่สุด โดยคุณต้องศึกษาข้อมูลว่ากลุ่มเป้าหมายชอบอะไร มีพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างไร ต้องการอะไร และกำลังมองหาอะไรอยู่ตอนนี้

PPC คืออะไร Keyword Planner เทคนิคการทำโฆษณาหน้าแรก Google

Keyword Planner คือเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้คุณวางแผนได้ว่าจะเลือกใช้คำหรือกลุ่มคำใดมาเป็น keyword ในการลงโฆษณาได้อย่างเหมาะสม

วิเคราะห์แนวโน้ม

เมื่อได้ลิสต์ของคำหรือกลุ่มคำที่จะนำมาใช้เป็น keyword จำนวนหนึ่งแล้ว ก็ต้องนำมาวิเคราะห์กันต่อว่าคำหรือกลุ่มคำแต่ละอย่างที่มีแนวโน้มการค้นหา คลิก และการแข่งขันมากน้อยเท่าไหร่ ควรลงทุน bid คำนั้นๆ หรือไม่ เมื่อเทียบกับ budget ที่มี และเป้าหมายที่ตั้งไว้

การทำโฆษณาบน Google Ads ด้วย Keyword Planner

เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์นั้นก็มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ซึ่งหนึ่งในโปรแกรมที่แนะนำ ก็คือ Google Keyword Planner ซึ่งทำได้ ดังนี้

  • เตรียมตาราง excel สำหรับลงข้อมูลของคำหรือกลุ่มคำแต่ละตัว
  • คีย์คำหรือกลุ่มคำที่เตรียมไว้ในลิสต์ลงในโปรแกรม Google Keyword Planner เพื่อดูว่าคำหรือกลุ่มคำนั้นมี search volume มากน้อยเท่าไหร่ และการแข่งขัน bidding สูงต่ำแค่ไหน
  • เลือกกลุ่มคำหรือ long tail keywords เลือกคำที่มีจำนวน search volume และมีแนวโน้มการแข่งขันไม่สูงจนเกินไป
  • วิเคราะห์ข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น จำนวนประชากร อายุ สถานที่ตั้ง เป็นต้น

จัดเรียง Keyword

เมื่อได้ลิสต์คำหรือกลุ่มคำที่จะใช้ bidding แล้ว ก็ต้องมาจัดเรียง keyword เหล่านั้น โดยอิงตามกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญเป็นหลัก ดังนี้

  • เตรียมลิสต์ keyword ทั้งหมดไว้ โดยนำมาปรับแต่งให้เป็น long tail keyword
  • จัดกลุ่ม keyword ที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน
  • สร้าง ad สำหรับ ad group แต่ละกรุ๊ป 

เพิ่ม Negative keyword 

Negative keyword คือคำหรือกลุ่มคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่เราลงโฆษณา ซึ่งช่วยให้โฆษณาของเราไม่ต้องปรากฏเมื่อมีคนเสิร์ช negative keyword นั้น ทำให้กรองและคัดคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายออกไปได้ 

การตั้งค่า negative keyword จึงช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ รวมทั้งเซฟเงินลงทุนที่ไม่ต้องเสียเปล่าไปกับผู้ที่คลิกเข้ามาและไม่ take action ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วย

คำนวณงบ

งบประมาณหรือ budget อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณต้องวางแผนให้ดี โดยคุณต้องคำนวณ max cost สำหรับการคลิกแต่ละครั้งที่คาดว่าจะยอมรับและจ่ายได้ โดยที่ไม่ขาดทุนเอง คุณจึงต้องโฟกัสที่ conversion rate และงบประมาณทั้งหมดเป็นหลัก โดยคุณสามารถคำนวณ max cost ได้ ดังนี้

Max CPC = (กำไรจากลูกค้าแต่ละคน) * (1 – profit margin) * (conversion rate ของเว็บไซต์)

การคำนวณงบประมาณด้วย Keyword planner

เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ทุกๆ 1,000 ครั้ง จะเกิด conversion ทั้งหมด 30 conversions ดังนั้น conversion rate คิดเป็น 3% รวมทั้งกำไรเฉลี่ย 500 บาท/คน ส่วน profit margin คิดเป็น 30% จะคำนวณได้ ดังนี้

Max CPC = $500 * (1 – 0.30) * 3% = 10.50

วิเคราะห์คู่แข่ง

รู้เขา รู้เรา…อีกหนึ่งแนวคิดที่ควรศึกษาก่อนลงสนามจริงทุกครั้ง คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าคู่แข่งของธุรกิจนั้น ทำแคมเปญหรือโฆษณาอย่างไร โดยใช้ Adwords ดังนี้

  • ล็อกอินเข้าบัญชี Google Ads
  • เลือกเข้าไปดูแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งของคุณ
  • ไปที่รายละเอียดของเมนู
  • คลิก Auction Insight

เขียน Copy Ads

ขั้นตอนต่อมาคือครีเอตคำโฆษณาหรือ copy ads ที่ปรากฏขึ้นเมื่อมีผู้เสิร์ช keyword ที่เกี่ยวเนื่องกับโฆษณาของคุณบน search engines 

ข้อความโฆษณา เทคนิคการโฆษณาหน้าแรก Google Ads

การเขียนคำโฆษณาสำหรับ Adwords นั้น มีพื้นที่จำกัด จึงต้องเขียนให้ดึงดูดผู้ใช้งานและรองรับกับอัลกอริธึ่ม การเพิ่ม keyword ไว้ในทุก elements ของ copy ads จะมีส่วนช่วยได้มาก รวมทั้งชูจุดเด่นหรือ USPs ของสินค้าและบริการ และโปรโมชั่นหรือข้อเสนออื่นๆ ตามสมควร โดยทั่วไปแล้ว copy ads สำหรับ Adwords ประกอบด้วย

  • Headline1,2 และ 3 อย่างละไม่เกิน 30 ตัวอักษร
  • Description 1 และ 2 ไม่เกิน 90 ตัวอักษร
  • Display URL และ Path

ใส่ CTA ชัดเจน

CTA หรือ Call-To-Action คำสั้นๆ แต่มีความหมาย ไม้ตายสุดท้ายที่ช่วยกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้ take action เพื่อนำไปสู่ conversion ตามที่เราต้องการ การเขียน CTA จึงควรกระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรต่อไป เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการหรือมองหาอยู่

เพิ่ม Extensions

Sitelink Extensions

ตัวอย่าง Sitelink Extensions

Extensions เปรียบเสมือนส่วนเสริมที่ข่วยให้ลูกค้าทำความรู้จัก เข้าถึงแบรนด์ รวมทั้ง take action ตามที่คุณต้องการได้ง่ายขึ้น เพราะ Extensions แต่ละตัวจะให้ข้อมูลสำคัญ ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเริ่มทำแคมเปญ PPC ซึ่งรับรองว่าถ้าเดินตามสเต็ปนี้ เว็บไซต์ของคุณก็มีโอกาสติดอันดับผลการค้นหาที่ดีแน่นอน

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

ขอบคุณอ้างอิงและรูปภาพจาก:
https://makewebbetter.com/blog/9-simple-steps-to-launch-successful-pay-per-click-campaign/amp/
https://www.freepik.com

SEM คืออะไร? องค์ประกอบของ SEM

SEM คืออะไร (Search Engine Marketing) ? PPC กับ SEO ต่างกันยังไง?

SEM คือ Search Engine Marketing ซึ่งคือการตลาดบนเสิร์ชเอนจิน SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นการวมศัพท์สองคำระหว่าง Search engine กับ Marketing

Search engine คือเว็บไซต์เครื่องมือการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต อีกอัน Marketing นั้นก็คือการตลาด พอมารวมกันก็มีความหมายว่าการตลาดบนเครื่องมือการค้นหาข้อมูลเสิร์ชเอนจินที่เราจะรู้จักกันก็จะเป็น Google.com, Yahoo, Bing หรืออย่าง Baidu ของจีน โดยในเครื่องมือการค้นหาที่เราใช้ในการค้นหาปัญหาและหาสินค้านั้น เค้าก็เปิดให้เราสามารถนำโฆษณาไปลงในช่องทางนี้ได้

SEM คืออะไร? องค์ประกอบของ SEM

ความหมายใน Wikipedia ให้ความหมายไว้ว่า “SEM คือการตลาดรูปแบบนึงบน Internet ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดัน Promotion บนเว็บไซต์ให้เพิ่มการแสดงผลบน SERPs(Search Engine Results Pages) โดยผ่านการ Optimization และ Advertising”

สรุป SEM คือ วิธีการหรือกระบวนการสร้าง traffic และ awareness ที่มาจาก search engines ทั้งในรูปแบบที่เสียเงินและไม่เสียเงิน โดยช่วยให้เข้าถึงลูกค้าใหม่ รวมทั้งแสดงเว็บไซต์ในอันดับต้น ๆ ได้ เป็นส่วนนึงของการทำ Inbound Marketing การตลาดแบบดึงดูดเข้าหาธุรกิจ

SEM จึงถือเป็นกลยุทธ์การตลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งนักการตลาดใช้สำหรับยิง ads หรือ optimize โฆษณาเว็บไซต์ของแบรนด์ให้ปรากฏบน search engines ในอันดับสูงกว่าคู่แข่ง

SEM ทำงานอย่างไร มีอะไรบ้าง

เมื่อพอรู้ความหมายและแนวคิดพื้นฐานของ SEM บ้างแล้ว คุณสามารถทำความเข้าใจกลยุทธ์การตลาดออนไลน์นี้ได้ โดยทำความเข้าใจปัจจัยที่ช่วยเสริมให้การทำ SEM ได้ผลดียิ่งขึ้น

เดิมที คุณจะเสิร์ชหาสิ่งที่ต้องการหรืออยากรู้คำตอบจาก search engines อยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่ากลยุทธ์ SEM จะช่วยนำพาและผลักดันแบรนด์ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าการค้นหาที่ลูกค้าต้องการได้

SEM = SEO + PPC

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้กลยุทธ์ SEM ประสบผลสำเร็จได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงาน ดังนี้

  • ทำความรู้จักและเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร
  • ตั้งเป้าหมายแคมเปญให้ชัดเจนว่าคืออะไร จะวัดผลอย่างไร 
  • ค้นคว้า วางแผน และเตรียมคำหลักหรือ keyword โดยดูว่าจะใช้คำหรือกลุ่มคำใดบ้างสำหรับซื้อโฆษณา
  • จัดกลุ่ม keyword ให้เป็น ad groups 
  • ครีเอทคำโฆษณาที่ดึงดูดคนอ่าน และตอบรับกับอัลกอริธึ่ม
  • ตั้งค่าระบบให้ drive traffic ไปยังหน้า Landing Page ซึ่งเป็นหน้าเพจหรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าหรือบริการครบถ้วน รวมทั้งเป็นจุดที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย take action บางอย่างจนสร้าง conversion ได้ตามเป้าหมายแคมเปญที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับ SEM ที่คุณจำเป็นต้องรู้จักไว้ โดย SEM ถือเป็นคำหลักของวิธีการหรือรูปแบบโฆษณาบน search engines ซึ่งมีคำย่อยหรือ sub set คำอื่น ดังนี้

  • Paid search ads
  • Paid search advertising
  • PPC (Pay-Per-Click)
  • PPC (Pay-Per-Call)
  • CPC (Cost-Per-Click)
  • CPM (Cost-Per-Thousand Impressions)

ตามที่บอกไปในตอนแรก SEM ว่าด้วยวิธีดึง traffic เข้าเว็บไซต์ผ่าน search engines ซึ่งรวมทั้งวิธีเสียเงินและไม่เสียเงิน สิ่งหนึ่งที่ควรทำความรู้จักก็คือที่มาของ traffic แต่ละประเภท ได้แก่ Paid Search และ Organic Search

1. Paid Search

Paid Search และ PPC(Pay-per-click) คืออะไร

PPC หรือ Paid Search คือการทำโฆษณาช่องทางการค้นหา โดย PPC ย่อมาจาก Pay-per-Click คือจ่ายราคาเป็นต่อคลิกนั้นเอง

การทำการตลาดบน search engines ที่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา เพื่อดันหน้าเว็บไซต์ให้ปรากฏบน search engines ในกรณีที่มีคนเสิร์ชด้วย keyword หรือ key phrase ที่ bidding ไว้ โดยค่าโฆษณาที่ต้องจ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนคลิกหรือวิวตามที่ตั้งค่าไว้แล้ว

ติดบน search engines แต่มีวิธีการไต่อันดับเอง ซึ่งต้องรองรับกับอัลกอริธึ่มของ search engines นั้น ๆ 

นอกจากนี้ Organic Traffic ถือเป็น traffic ที่มีคุณภาพ เพราะ

  • อัลกอริธึ่มจะจับคู่กลุ่มเป้าหมายที่เสิร์ช keyword ตรงหรือใกล้เคียงกับที่เว็บไซต์แบรนด์เล่นคำนั้น ทำให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่ใช่จริง ๆ
  • หากเว็บไซต์ของคุณปรากฏลำดับต้น ๆ นั่นหมายความว่าคอนเทนต์มีคุณภาพ ซึ่งจะยิ่งดึงดูด traffic คุณภาพเข้ามามากยิ่งขึ้น
  • กลุ่มเป้าหมายเชื่อใจและมั่นใจในแบรนด์ เพราะคอนเทนต์ที่นำเสนอตรงตามความต้องการและตอบโจทย์สิ่งที่พวกเขามองหาอย่างแท้จริง
  • เว็บไซต์ที่ติดหน้าแรกของการค้นหาบนกูเกิล มีโอกาสดึง traffic เข้าเว็บไซต์ตัวเองได้มากถึง 92% จากจำนวนผู้ใช้งานบนกูเกิลทั้งหมด

โดยแต่เสิร์ชเอนจินแต่ละค่ายก็มีเปิดรองรับให้เราสามารถโฆษณาได้ สามารถติดอันดับได้รวดเร็ว ขึ้นโฆษณาได้ทันที

เลือก Keyword ที่ต้องการเพื่อแสดงเว็บไซต์ได้เลย

2. SEO(Search Engine Optimization)

SEO คืออะไร?

SEO หรือ Organic Search คือการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ติดอันดันบนเสิร์ชเอนจิน เป็นการปรับปรุงเนื้อหาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับคำค้นหา มอบเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อ user อย่างธรรมชาติ รวมถึงเว็บไซต์มีการใช้งานเป็นยังไง มอบประสบการณ์ user ได้รับประสบการณ์ที่ดีไหม ความเร็วของเว็บไซต์ ขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่ไปไหม ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะเสียในแง่ของเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีใน Keyword ยากๆ อีกส่วนนึงคือหากใครจ้างเอเจนซี่จัดการ SEO ให้ก็จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ส่วนหนึ่งของแนวคิด SEM ว่าด้วยรูปแบบการดึง traffic เข้าเว็บไซต์แบบไม่เสียเงิน ใช้เวลาสร้างฐานกลุ่มเป้าหมายพอสมควร แต่ได้ผลดีในระยะยาว นักการตลาดที่จะจับทางด้านนี้ต้องอัปเดตเทรนด์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งอยู่เสมอ เพราะกลยุทธ์ SEO จะปรับเปลี่ยนไปตามอัลกอริธึ่มของกูเกิลเสมอ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องจับทางให้แม่นหากคิดจะมาทาง SEO ก็คือการทำ On-Page และ Off-Page

On-Page ของการทำ SEO ประกอบด้วย

  • การเลือก keyword ปรับใช้ให้เหมาะสมใน title, meta descriptions, heading tags, alt text เป็นต้น
  • การเขียน copy ให้ตอบรับและได้มาตรฐานของระบบอัลกอริธึ่ม
  • การจัดวางหน้าเว็บไซต์เป็นสัดส่วน มี UX ที่ดี ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
  • ความรวดเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเพจแต่ละครั้งต้องไม่ใช้เวลานานเกินไป
  • การได้รับรองมาตรฐานจาก Google
  • การแชร์คอนเทนต์จากผู้ใช้งานด้วยกัน

Off-Page ของการทำ SEO ประกอบด้วย

  • การสร้างสรรค์เนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ สามารถใส่ backlink กลับมาหาได้อย่างมีคุณภาพ
  • การสร้างสัญลักษณ์หรือปุ่มสำหรับแชร์เนื้อหาในช่องทางอื่น ๆ
  • การทำ Social Bookmark

โดยความหมายทั้งหมดและแท้จริงแล้ว SEO คือส่วนประกอบนึงของ SEM นั่นเอง แต่ในความเป็นจริงนั้น ปัจจุบันในวงการหลายๆคน ก็มีการใช้ศัพท์คำว่า SEM ใช้เรียกแทน Paid Search หรือ PPC(Pay Per Click Advertising) ไปเลย โดย Search engine land ก็บอกเช่นกันว่าทางนั้นก็เรียก SEM แล้วหมายถึง Paid search แต่ความหมายที่แท้จริง SEM ก็คือทั้ง PPC และ SEO นั้นแหละครับ

หลายๆคนที่เพิ่งรู้จักคำพวกนี้ หรือเริ่มใช้คำพวกนี้อาจจะสับสนในความหมายเชิงบริบทต่างๆ ทั้งสองความหมายไม่มีความหมายไหนผิด ตอนนี้ขอให้ทุกคนเข้าใจความหมายของรากศัพท์จริงๆ และคำที่ใช้ในปัจจุบันที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่ามีความหมายอย่างไร

 

SEO หรือ PPC ดีกว่ากัน ?

เป็นคำถามที่หลายๆคนมักสงสัยว่าถ้าเริ่มทำการตลาดที่จะโปรโมทเว็บไซต์นี้ จะเริ่มจากตัวไหนก่อนดี ก่อนอื่นเลยเราต้องมาดูที่ข้อดี ข้อเสียของแต่ละตัวก่อน

SEO กับ PPC อะไรดีกว่ากัน

หลักๆเลยจะเป็นเรื่องของเวลาและจำนวน Keywords SEO มีข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน คีย์เวิร์ดที่จำกัด การแข่งขันที่สูง แต่จะแลกมาด้วยความน่าเชื่อถือและยอดคนค้นหาเข้ามาในระยะยาว ส่วน PPC หรือ Paid Search Advertising นั้นจะใช้เวลาค่อนข้างสั้น สามารถลองคีย์เวิร์ดได้หลายคำหลายรูปแบบ

ในมุมมองของผมนั้นผมมองว่าต้องแบ่งเป็น 2 ช่วง ก่อนคือ ช่วงแรกที่เราต้องการโปรโมทเว็บไซต์ในทันทีนั้น ให้ทำ PPC ก่อนเพื่อสามารถแสดงผลได้ทันที

และในช่วงระยะยาวนั้นให้เราทำ SEO ควบคู่ไปด้วย โดยการคัดเอาคำที่มี Result ที่ดีจากแพลตฟอร์ม PPC เอามาใช้ในการทำ SEO ต่อ

คนที่รีบอยากทำ SEO หลายๆคนมักลืมคำนึงถึง รวมถึงการไปเลือก Keyword ที่ใช้ทำ SEO โดยการคำนึงถึงเพียงจำนวนคนค้นหาต่อเดือนที่ขอเยอะๆไว้ จนลืมคิดไปว่าคำๆนั้น ให้อะไรคืนกลับมาที่ธุรกิจเราจริงๆไหม ?

เราต้องยอมรับว่า SEO ก็มีข้อจำกัดในด้านปริมาณคำที่จะสามารถใช้ได้ เรื่องของเวลาและการแข่งขัน

ส่วน PPC ก็มีต้นทุนในเรื่องของราคา การดู ROI จึงค่อนข้างสำคัญ ดังนั้นการจะบอกว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนคงไม่สามารถบอกได้ ผมมองว่าต้องใช้งานคู่กันหรือมองตามบริบทต่างๆ ถึง SEO จะติดอันดับการค้นหาไปแล้ว แต่ก็ยังมีหลายๆคำที่เราไม่สามารถจะแข่งขัน หรือเราไม่สามารถจะเล่นคำคีย์เวิร์ดพวกนั้นใน SEO ได้หมด เราก็ยังต้องอาศัย PPC อยู่ดี หรือใช้ในเรื่องของการแย่งพื้นที่แสดงโฆษณาเพิ่มเติมก็ทำได้

PPC กับ SEO อะไรดีกว่ากัน

สรุป ทั้ง PPC และ SEO มีจุดเด่นในตัวเอง ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของแพลตฟอร์มแต่ละตัวและเลือกหยิบใช้อย่างถูกจุด มันจะส่งผลดีต่อธุรกิจของท่านอย่างมาก และการที่เราจะนำเครื่องมือต่างๆมาใช้กับองค์กรเรานั้น เราจะใช้เครื่องมือเพียงเครื่องมือเดียวมันคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ใครที่ทำ Facebook ads หรือ Google ads เพียงอย่างเดียว ลองมองบริบทของตัวธุรกิจว่าสามารถทำการตลาดรูปแบบอื่นได้ไหม แล้วขยายช่องทางดู ไม่มีตัวไหนดีกว่าตัวไหนครับ อย่างที่ผมบอกไปครับ เข้าใจธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำ SEM หากอยากรู้การทำแคมเปญออนไลน์บน Search Engines แต่ละวิธี ต้องทำอย่างไรบ้าง และมีเทคนิคอะไรที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่หน้าแรกได้นั้น ต้องติดตามบทความต่อไป รวมทั้งอัปเดตทุกเรื่องการตลาดออนไลน์ได้ ที่นี่

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

ขอบคุณภาพจาก:
freepik.com, pixabay.com
thedigitalonlinemarketing.info
mandrakeforum.com

Gmail Shopping ads

Google Shopping Ads อัพเดทขยายการแสดงผลไปที่ Gmail [พร้อมวิธี]

Gmail Shopping ads

กลับมาอีกครั้งกับ #DigitalMindHubUpdate วันนี้เรามาพบกับ Google Shopping Ads อัพเดทบ้างครับ ตอนนี้ Google ได้ทำการขยายการแสดงผลของ Standard Shopping campaigns ให้สามารถเข้าถึง Gmail ได้ด้วย

โดยจะเริ่มให้ใช้กันในเดือนนี้ มีนาคม 2020 โดยการแสดงผลของ Shopping Ads ที่แสดงผลใน Gmail จะถูกนำข้อมูลรีพอร์ทไปอยู่ภายใต้ GDN Network

ถ้าเราเลือก “YouTube, Gmail, and Discover.” ในส่วนของ Network มันจะออโต้เอาเราไปแสดงผลที่ Gmail เอง

Google Standard Shopping Campaign Network

สำหรับใครที่มีเซ็ทและรัน Standard Shopping Campaign ไว้อยู่แล้ว ให้เข้าไปปรับได้ที่

  • คลิก Standard Shopping campaign ที่เราต้องการปรับ
  • คลิกแท็บ Setting ระดับ Campaign
  • ตรง Networks ให้เลือก “YouTube, Gmail, and Discover.”

แค่เราเลือกช่องตรงนี้ โฆษณา Shopping campaign ของเราก็จะถูกนำส่งไปที่ Gmail เป็นที่เรียบร้อย

สำหรับใครที่กำลังสร้าง Standard shopping campaign ในส่วน Network ที่ให้เลือกพวกนี้จะอยู่ในตอนสร้าง Campaign นั้นแหละครับ ถ้าไม่อยากแสดงใน Gmail, Youtube, Discover

อ่านบทความ Digital Marketing อื่นๆเพิ่มเติม

เว็บไซต์ Google Ads

วิธีสมัคร Google Ads สมัครยังไง? พร้อมวิธีตั้งค่าเบื้องต้น

วิธีสมัคร Google Ads หรือ Google AdWords นั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องมีและขาดไม่ได้ก็คือ Gmail ไม่ว่าเราจะใช้ product อะไรของ Google ก็แล้วแต่ เราก็ต้องมี Gmail ทั้งสิ้น

เมื่อทุกคนมี Gmail กันแล้ว ให้เข้าที่หน้าเว็บ >> ads.google.com

เว็บไซต์ Google Ads

หลังจากนั้นก็จะนำเราเข้ามาสู่หน้าแรกของเว็บไซต์ ลองสังเกตที่มุมขวาล่าง เราสามารถโทรปรึกษากับทาง Google Support ได้ในการเซ็ทแคมเปญเบื้องต้น

และในการปรึกษาระยะยาว เราจะต้องใช้เงินขั้นต่ำวันละ 200 บาท เพื่อเปิดฟีเจอร์ในการปรึกษาสอบถามวิธีทำจาก Google ได้

ให้ทุกคนที่ปุ่ม “เริ่มเลย” สีน้ำเงิน

 

หน้า Login Gmail ก่อนเข้า Google Ads

มันก็นำเรามาสู่การล็อคอิน Gmail หลังจากเรากรอกอีเมลและพาสเวิร์ดสำเร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำเรามาสู่หน้าแรกของเครื่องมือ Google Ads

 

หน้าแรก Google Ads - Smart Campaign Setting

โดยหากเราเลือกเมนู 3 อันดับแรก มันจะนำเราเข้าสู่ระบบ Smart Campaign คือเหมือนเป็นระบบการตั้งค่าโฆษณาสำหรับผู้เริ่มใช้ที่อยากจะลองทำโฆษณาเอง Google Ads ทำ Product นี้ออกมาเพื่อเจาะกลุ่มเจ้าของธุรกิจที่อยากทำโฆษณาเอง แต่ทำไม่ค่อยเป็นไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ง่ายต่อการตั้งค่าที่สุด

ผมแนะนำให้เลือกไปที่ Switch to Expert Mode แล้วจะนำเราเข้าสู่หน้าแรกของการตั้งค่าแคมเปญ

 

Google Ads Campaign Objective

โดยเราสามารถกดออกตรง Create an account without a campaign เพื่อเข้าสู้หน้า Interface ของ Google Ads เลย

 

สมัคร Google Ads เลือกภาษา และ Time Zone

หลังจากนั้นระบบก็จะให้เราใส่ Billing Country, Time zone และค่าเงิน ใส่เรียบร้อยแล้วกด Submit

 

หน้าจอก่อนเข้าสู่ Interface ของ Google Ads

 หลังจากนั้นก็กด Explore your account ระบบก็จะนำเราเข้าสู่หน้าจอ UI ของ Google Ads

 

สร้าง Campaign แรก สร้างตรงไหน?

หน้าจอ UI ของ Google Ads - วิธีเข้าสู่การตั้งค่าแคมเปญ

ซึ่งหากเราจะสร้างแคมเปญ เราก็สามารถเข้าไปตรงแท็บ Campaigns ฝั่งซ้ายมือ หลังจากนั้นจึงกดเครื่องหมายบวก(+)สีน้ำเงิน หรือกดตรง + NEW CAMPAIGN ก็ได้เช่นกัน

โดยหากเราเซ็ทแคมเปญตามระบบตั้งแต่แรก ก็จะมีให้เราผูกบัตรเลยทันที แต่ว่าโดยปกติแล้ว ธุรกิจเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีแคมเปญแค่แคมเปญเดียว เลยจะสร้างแบบนั้นทีเดียวเสร็จ

อ่านเพิ่มเติม >> เทคนิคและองค์ประกอบโฆษณาทั้งหมดของ Google Ads

 

ผูกบัตรเครดิต-เดบิต เพื่อรันโฆษณายังไง?

เข้า Billing Setting เพื่อผูกบัตรโฆษณา

วิธีผูกบัตร เพื่อรันโฆษณา Google Ads

ให้เรากดที่รูปประแจ Google Ads Tool & Setting มุมขวาบนที่เขียนว่า Tools & Settings หลังจากนั้นให้เราเข้าที่ Billing setting ก็จะนำเราเข้ามาสู่หน้ากรอกรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจและบัตรเครดิต

รายละเอียดทั้งหมด รายละเอียดที่จะไปขึ้นในใบเสร็จที่ Google ออกให้เราหลังเราทำการใช้เงินกับทาง Google

 

Business Detail for payment profile

จุดที่ต้องให้ความสนใจคือตรงเมนู Dropdown: Account type > Business และ Individual

หากใช้ Business การให้ Account สามารถเพิ่มคนที่มีอำนาจจ่ายเงินหลายๆคน ตั้งเงื่อนไขได้หลายแบบ เช่นเชิญพนักงานบัญชีเข้ามาในส่วนนี้ให้รับอีเมลแจ้งเตือน หรือสามารถตั้งให้ลูกน้องมีสิทธิ์ในการเติมเงินแทน เป็นต้น

แต่หากเป็นฝั่ง Individual จะไม่สามารถให้อำนาจคนอื่นในการบริหารจัดการเงินได้

แนะนำว่าให้เลือก Account type: เป็น Business ไปเลย เพื่อลดปัญหาที่จะตามมาทีหลัง ในอนาคตหากขยายสเกล เริ่มมีทีมงาน จะได้สามารถชวนให้เข้ามาบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินได้ ไม่เช่นนั้น ต้องไปสร้างบัญชีโฆษณาใหม่หมดเลย

 

เลือกรูปแบบการจ่ายเงินและผูกบัตร

จุดที่สองที่ต้องให้ความสนใจคือตรงเมนู How you pay: > Automatic Payment และ Manual Payment

หากเลือก Automatic Payment คือเหมือน Google ให้เรายืมเงินก่อนแปปนึง แล้วค่อยมาตัดเงินเราเมื่อครบยอดตามที่ Google กำหนด หรือครบกำหนด 30 วัน แล้วแต่ว่าอะไรเข้าเงื่อนไขก่อน Automatic Payment จะมีความสะดวกสบายไม่ต้องมาเติมเงินบ่อยๆ แต่ก็จะเพิ่มมาในเรื่องของความเสี่ยงที่ต้องระวังคือโฆษณาใช้เงินพลาด

แต่หากเลือก Manual Payment คือเป็นการที่เราเติมเงินเข้าไปในระบบก่อน สำรองเงินค่าโฆษณาก่อน ข้อเสียคือต้องเข้าเติมเงินเองเรื่อยๆ แต่ข้อดีคือ เงินไม่ลั่นแน่นอน นอกจากกดเติมเงินผิด ให้ดูดีๆนะครับ แต่ถ้าพลาดไปก็ให้เรากด Cancel Account ตรงเมนู Preferences แล้วรอ 1-2 อาทิตย์ ก็ได้เช่นกัน แต่การเป็นปิดบัญชีทิ้ง แล้วเราไปเริ่มสร้างบัญชีใหม่

ที่เหลือก็ผูกบัตรแล้ว ติ๊กเลือกยอมรับเงื่อนไขของ Google หลังจากนั้นกด Submit เป็นอันเสร็จสิ้นการสมัครบัญชี Google

 

ก่อนจากกันไป ทิ้งท้ายนิดนึง

ในกลุ่มพวกทำโฆษณาชอบพูดกัน 0 ผิดชีวิตเปลี่ยน ดังนั้นรีเชคดีๆ 0 เกินมาตัวนึง จากหนึ่งหมื่น กลายเป็นหนึ่งแสน ได้ง่ายๆเลยครับ ทั้งในการตั้งงบประมาณรายงาน(Daily Budget)ที่ระดับ Campaign และการตั้ง Max. CPC ที่ระดับ Ad group และ Keywords โดยเฉพาะงบประมาณรายวัน(Daily Budget)*

ขอให้สนุกกับการตลาดออนไลน์ 🙂

 

อ่านบทความ Digital Marketing อื่นๆเพิ่มเติม

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์