การตลาดออนไลน์คืออะไร? ตัวอย่างช่องทางการตลาดออนไลน์ 2021 มีอะไรบ้าง?

Digital Marketing, Online Marketing หรือการตลาดออนไลน์ คือการตลาดรูปแบบใหม่บนโลกออนไลน์ เป็นการทำการตลาดผ่านเครือข่ายออนไลน์(Social Media, Email, Mobile Application, Web Application, Website, Search engine ฯลฯ)และเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเข้าถึงลูกค้า หรือการสร้างสินทรัพย์ออนไลน์(Digital Asset) ทั้งในรูปแบบการสื่อสารข้อความแนวคิดจากแบรนด์ต่างๆ หรือโปรโมชั่น เพื่อใช้ในการตอบสนองลูกค้า เพื่อสร้างการรับรู้จนเกิดยอดขายต่อไป

ทำไมการตลาดออนไลน์คือความสำคัญของธุรกิจคุณ
“เพราะมันวัดผลเป็นตัวเลขได้ เช่น มีคนเห็นกี่คน คลิกกี่คน
โทรหาเรากี่คน ซื้อสินค้าเรากี่คน เข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงจุด”

เรามาพูดถึงช่องทางการตลาดต่างๆทั้ง Digital Marketing Channel(ช่องทางการตลาดออนไลน์) และ Digital Asset กัน

ตัวอย่างช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ 2021 มีอะไรบ้าง?

Digital Marketing Asset ต่างๆ

ตัวอย่างการสร้าง Digital Marketing Asset

Digital Marketing Asset คือสินทรัพย์บนโลกออนไลน์ของเรา ที่เราใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าเพิ่มเติม ใช้รองรับลูกค้า Digital Marketing Asset ที่จริงยังรวมถึงโลโก้ ภาพของแบรนด์ คำสื่อสารต่างๆ เครื่องมือซอฟท์แวร์ต่างๆ ฯลฯ แต่ผมขอพูดถึงแค่จุดที่สามารถนำลูกค้ามาสู่ธุรกิจได้

ประเภทของ Digital Marketing Asset ที่จำเป็นต่อธุรกิจ
– Website การเขียน Content ปั้นเว็บไซต์ หรือ บทความ(Blog) ให้ติดอันดับ SEO
– Youtube VDO Content และ VDO ใน Platform อื่นๆ
– Google My Business(นำธุรกิจให้แสดงผลบน Google Map)
– Social proof หรือ Reviews เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ โน้มน้าวลูกค้าง่าย
– Social media page(Facebook page, Instagram business profile, Tiktok, Twitter, Linkedin)ไว้สื่อสารกับลูกค้า
– ทำ Facebook group ไว้แชร์คอนเทนต์, แชร์สินค้า และ สร้างฐานแฟน Community เล็กๆของธุรกิจ
– Market Place เช่น Facebook Marketplace, Shopee, Lazada, Alibaba, Amazon หรือ Ebay
– Pantip เราสามารถเข้าไปตอบปัญหา หรือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้า หรือ ทำรีวิว ในเว็บไซต์ Pantip.com ได้ คนที่กำลังตัดสินใจ กำลังพิจารณาแบรนด์ต่างๆมักเข้าไปใน Pantip ดังนั้นหากเราไปแสดงตัวว่ามีตัวตนใน Pantip ก็เป็นอีกจุดนึงที่เราจะสามารถดึงลูกค้ามาเพิ่มเติมได้
– การเก็บ Lead(รายชื่อ เบอร์โทร อีเมล) เพื่อเอาไว้ทำการตลาด เพิ่มยอดขายต่อ ประหยัดค่าโฆษณา
– Line OA สำหรับเก็บฐานลูกค้า CRM Upselling

ช่องทางการตลาดออนไลน์ต่างๆ

ตัวอย่าง Digital Marketing Channel ช่องทางการตลาดออนไลน์ 2021

1. Social Media Marketing คือ การทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม Social Media ต่างๆ ท้ัง Facebook, Instagram, Youtube, Twitter, Tiktok, Linkedin และ Line ทั้งแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน

โดย Social Media ก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบให้เข้าใจมากขึ้น

1.1 Paid Social Media Advertising คือการจ่ายเงินเพื่อแสดงผลโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Social Media อย่าง Facebook, Instagram, Youtube, Twitter, Tiktok, Linkedin และ Line ถ้าต่างประเทศก็จะมี Pinterest และ Snapchat ซึ่งคนไทยเราไม่ค่อยเล่นกัน

1.2 Organic Social Media Marketing คือการทำการตลาดบนแพลตฟอร์ม Social Media แบบไม่เสียเงิน คล้ายๆกับการทำ SEO เช่นการตั้งชื่อเพจเฟสบุ๊ค(Facebook page), กลุ่มเฟสบุ๊ค(Facebook group) ให้สอดคล้องกับคำค้นหา หรือการทำ Content ทั้งภาพและวิดีโอ ให้เกิดการแพร่กระจายออกไป รวมถึงการแชร์เนื้อหาใส่กลุ่มต่างๆ ตอบปัญหาช่วยเหลือผู้คนในกลุ่มเฟสบุ๊คต่างๆ

2. Search engine marketing คือการทำการตลาดผ่านทาง Search engine อย่าง Google, Bing, Baidu หรือ Yahoo ฯลฯ หลักๆในไทยก็จะใช้ Google.com กัน ทั้งรูปแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน แต่คนส่วนใหญ่ชอบพูดติดปากกันว่า SEM คือการโฆษณาแบบเสียเงินเป็นคลิกทางหน้าการค้นหา Google.com(Paid search ads)
ความหมายจริงๆของ SEM ต้องครอบคลุมทั้ง Paid search และ Organic Search(SEO) ด้วย

2.1 Paid Search Advertising คือการจ่ายเงินเพื่อให้โฆษณาแสดงบนเว็บไซต์ Search engine ต่างๆ แสดงผลในหน้าการค้นหา SERPs(Search engine result pages) ตามคีย์เวิร์ดต่างๆที่ผู้ลงโฆษณา(Advertiser)ทำการซื้อดัก คำค้นหา(Search term)ของลูกค้า

Paid Search ของ Google นั้นนอกจากแสดงผลใน Google.com แล้ว ยังสามารถแสดงผลใน Youtube เพราะ Youtube ก็มีระบบการค้นหาเช่นกัน หลายๆคนน่าจะคุ้นๆอยู่ โฆษณาที่มาแสดงผลหลังเราค้นหาอะไรบางอย่างใน Google

รวมถึงแสดงผลในพาร์ทเนอร์ต่างๆที่เข้าร่วมกับ Google อีกด้วย

2.2 Search Engine Optimization (SEO) คือการปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนเครื่องมือ Search engine แบบธรรมชาติ(Organic) ในหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา SERPs(Search engine result pages) เป็นวิธีที่ไม่เสียเงิน แต่ใช้เวลาค่อนข้างนาน มีต้นทุนด้านเวลา

หลายๆคนที่ไม่อยากเสียเงิน มักจะตัด Paid search ทิ้ง แล้วรอเว็บไซต์ติดอันดับ SEO แต่ผมแนะนำในช่วงแรกให้ทำทั้งสองอันเลย เพราะ SEO กว่าจะติดอันดับใช้เวลาค่อนข้างนาน 3-6 เดือน หรือมากกว่า 1 ปี รวมถึงหาก SEO ติดอันดับแล้ว ในบางคำที่เราไม่สามารถปั้นคีย์เวิร์ดให้ติดอันดับได้ หรือ เราต้องการดักพื้นที่ใน SERPs ให้มากขึ้น เราก็ต้องซื้อโฆษณา Paid search ads ผสมไปด้วย

SEO สามารถปั้นให้ติดอันดับได้ทั้งเว็บไซต์, Google My Business, Google Image, หรือ วิดีโอ Youtube

3. Banner ads หรือ Display ads คือการโฆษณารูปแบบแบนเนอร์บนออนไลน์ แสดงผลทั้งบนเว็บไซต์ Publisher และเว็บไซต์ Youtube เปรียบเหมือนป้ายโฆษณาออนไลน์
มีลักษณะคล้าย Billboard แต่อยู่เป็นโลกออนไลน์

หลักๆที่เราคุ้นตากัน คือ แบนเนอร์ GDN(Google Display Network) โฆษณารูปแบบนึงของ Google รวมถึงการแสดงผลในแอพพลิเคชั่นต่างๆ

นอกจากนี้เราสามารถซื้อ Banner ads ได้จากเว็บไซต์ต่างๆได้โดยตรง เช่น เว็บ Pantip ก็ขาย Banner ads แยกให้ขึ้นบนห้องความสนใจประเภทต่างๆ หรือ ถ้าใครเคยดูไฮไลท์ฟุตบอล, เว็บพระเครื่อง, ดูบอล-ดูหนังเถื่อน(ไม่ได้สนับสนุนนะ) พวกนี้เค้าจะขายแบนเนอร์แยก เราสามารถซื้อได้โดยตรงกับเจ้าของเว็บไซต์เลย

แต่ส่วนมาก โฆษณาประเภทนี้จะเหมาะกับการสร้าง Awareness สร้างการรับรู้ จดจำแบรนด์ ซะมากกว่า
ส่วน GDN ของ Google Ads สามารถสร้างยอดขายได้เช่นกัน แต่ไม่เท่าพวก Paid Search ads

4. Content Marketing คือการตลาดที่มุ่งเน้นไปที่การเผยแพร่เนื้อหาแสดงความรู้ ตอบข้อสงสัยจ่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์(Brand Awareness) นำไปสู่การคลิกเข้าเว็บไซต์, กรอกรายชื่อ(Lead) และเพิ่มยอดขาย(Sale)

Content Marketing เป็นคำที่ค่อนข้างกว้าง คลอบคลุมทั้งการทำ Blog post, การทำ Infographics, แจก eBooks, ทำ VDO Content

5. Email Marketing คือการตลาดรูปแบบอีเมล หลังจากเราเก็บ Lead มา ส่วนนึงเราก็จะสามารถเอามาทำ Email Marketing ได้ มักใช้ธุรกิจ B2B และธุรกิจที่สินค้ามีมูลค่าสูง เพื่อฟูกฟัก Lead ให้รู้จักธุรกิจเราหรือเกิดความอยากซื้อสินค้าจากธุรกิจเรามากขึ้น

รวมถึงการส่งโปรโมชั่นของธุรกิจ B2C ให้ลูกค้าเก่าๆก็ทำได้เช่นกัน
แพลตฟอร์มที่ให้เราสามารถเข้าไปบริหารจัดการ Email list พร้อมส่งข้อความอีเมลไปเสิร์ฟและวัดผลได้ นั้นก็คือแพลตฟอร์มอย่าง Mailchimp, Active Campaign หรือ Hubspot ฯลฯ

6. Influencer Marketing คือการตลาดรูปแบบที่ใช้คนดัง คนที่มีผู้ติดตามเยอะๆบน Social Media ต่างๆ ช่วยโปรโมทสินค้า ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือว่ามีอิทธิผลต่อตลาด เพราะมีผู้ติดตามเยอะ สามารถถ่ายทอดความคิดอะไรบางอย่างให้คนอีกกลุ่มได้เราเรียกอีกอย่างว่า Key Opinion Leader

7. Affiliate Marketing คือการตลาดรูปแบบตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนขายสินค้า บริการทั่วไป หรือตัวแทนขายซอฟท์แวร์ โดยมีลักษณะนำสินค้าจากเว็บหลักไปโปรโมทในช่องทางของตัวเอง เพื่อรับคอมมิชชั่น

วิธีการคือเราจะนำลิ้งค์เว็บไซต์สินค้าที่เราเป็นตัวแทน(มันจะมีพารามิเตอร์ห้อยท้ายลิ้งค์เว็บ เพื่อใช้แบ่งแยกว่ายอดมาจากลิ้งค์ของใคร) มาแปะที่ช่องทางของเรา เมื่อมีคนไปซื้อสินค้าผ่านลิ้งค์ที่เราแปะไว้ เราก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น
โดย Affiliate Marketing ก็มีหลายแพลตฟอร์มที่เปิดให้เราเอาสินค้าของเค้าไปขายได้ หลักๆในไทยก็จะมี Lazada Affiliate Program และ Interspace Thailand ฯลฯ

ซึ่งเราสามารถนำระบบนี้มาประยุกต์ใช้กับสินค้าบริการต่างๆของเราได้ เมื่อต้องการขยายยอดขายเพิ่มเติม โดยไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณาเอง ให้ตัวแทนของเราช่วยเรากระจายสินค้า โดยแบ่งค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทน

8. Native advertising คือโฆษณาที่มีลักษณะเป็นคอนเทนต์แก้ปัญหาต่างๆแต่แฝงการขายภายในบทความนั้น แสดงผลคล้ายบทความแนะนำ แสดงผลเป็นแบนเนอร์ มักจะแสดงต่อจากตอนจบบทความต่างๆ โดยแพลตฟอร์มดังๆที่ใช้ลง Native Ads ได้ก็คือ Taboola, TripleLift, Outbrain หรือ MGID ฯลฯ

9. Music Marketing คือการเอาเพลงหรือดนตรี มาใช้ในการทำการตลาดและสร้างการจดจำแบรนด์ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกัน โดยสามารถใช้เพลงสื่อสารได้หลายมิติ จับต้องได้ เข้าถึงง่าย ในสมัยก่อน Music Marketing จะเป็นรูปแบบ Verse เพลงสั้นๆจำได้ง่าย เช่นของ Lactasoy “แลคตาซอยห้าบาท 125 มิลลิลิตร..”
แต่ปัจจุบันจะเป็นแนวที่แบรนด์ไปเข้าร่วมกับศิลปินต่างๆ ทำเพลงขึ้นมาใหม่ เป็นเพลงเต็ม สื่อสารข้อความที่หลากหลายกว่า

10. SMS Marketing คือการตลาดรูปแบบข้อความทางโทรศัพท์ มีลักษณะคล้ายๆ Email Marketing เอา Lead ที่มีโฆษณาไปหาลูกค้าในกล่องข้อความโทรศัพท์ หลักๆแล้วมักจะใช้ SMS เพื่อเสนอโปรโมชั่น, ติดตามลูกค้า ให้มาใช้บริการกับเรา Audience ในโลกออนไลน์นั้นมีหลายกลุ่ม ซึ่งต้องยอมรับว่าคนใช้อีเมลไม่เป็น หรือธุรกิจที่ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดกล่องอีเมลบ่อยขนาดนั้น มันก็ยังมีอยู่ในไทยค่อนข้างเยอะ ดังนั้น SMS Marketing จึงมาอุดรอยรั่วตรงนี้ได้ดี

รวมถึงแบรนด์ใหญ่ๆมักใช้ในการเสนอโปรโมชั่น เช่น เราเดินเข้าช้อปทรู ดีแทค เอไอเอส ในห้างฯ ระบบอาจส่งข้อความเสนอโปรฯ iPhone ล่าสุดให้เราทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นวิธีการเล่น SMS กับ Location ของลูกค้าก็สามารถทำได้เช่นกัน

สรุป:
การทำการตลาดออนไลน์นั้น ไม่ใช่แค่ว่าเราจะรันแต่โฆษณา Facebook ads หรือ Google ads แล้วมันจบ มันต้องทำหลายๆอย่างไปพร้อมๆกัน มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับ Customer Journey ของลูกค้า สินค้าหลายๆชนิด ไม่ใช่ว่าเจอโฆษณาตัวสองตัว แล้วทำการซื้อปิดยอดเลย เค้าไปศึกษาข้อมูลช่องทางนั้นนี้ต่อ ถ้าเราไม่เตรียมธุรกิจเราให้พร้อมในทุกช่องทาง เราก็จะเสียลูกค้าให้คนอื่นไปดื้อๆเลย

อ้างอิง:
https://www.disruptiveadvertising.com/marketing/digital-marketing/
https://mailchimp.com/marketing-glossary/digital-marketing/

ขอบคุณภาพจาก:
https://www.pexels.com/
http://freepik.com/

Facebook Comments

Comments are closed.