Keyword Planner คืออะไร? อัพเดทฟีเจอร์ 2019

เทคนิคและวิธีใช้ Keyword Planner อัพเดทล่าสุด 2021

เครื่องมือช่วยวางแผนคีย์เวิร์ดของ Google  หลักๆใช้ในการค้นหาคีย์เวิร์ดต่างๆเพิ่มเติมจากที่เราได้ใส่ลงไป เพื่อใช้สำหรับการทำโฆษณา Paid Search ทั้งยังสามารถทราบราคาประมูลของคีย์เวิร์ดต่างๆ โดยประมาณ ใช้ดูสถิติการแข่งขันและจำนวนการค้นหาต่อเดือนของแต่ละคำค้นหา

Keyword Planner จะทำการค้นหาคำต่างๆจากต้นแบบคำที่เราใส่ลงไป ซึ่งก็จะทำให้เราได้คีย์เวิร์ด ได้ไอเดียจำนวนมาก ในการมาใช้กับแคมเปญของเรา และ Keyword Planner ยังมีฟีเจอร์ในการ Forecast ผลของแคมเปญได้อีกด้วย

วิธีใช้ Keyword Planner ใช้ยังไง?

การใช้ Google Keyword Planner นั้น ต้องมีบัญชี Google Ads ก่อน โดยใช้ Gmail สมัคร

เมื่ออยู่ที่หน้าต่าง Google Ads แล้ว เข้าที่ Tools เครื่องมือ Google Ads มุมขวาบน > ใต้เมนู Planning แล้วเลือก Keyword Planner

หน้าต่าง Keyword Planner

หลังจากเข้าตามวิธีข้างบนมาจะพบหน้าต่างสองอัน ซึ่งด้านซ้ายคือเมนูที่เราจะได้ใช้บ่อยที่สุด คือหาไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่ๆนั้นเอง ส่วนด้านขวาคือเมนูที่ใช้เพื่อทำนาย ประมาณผลลัพธ์คีย์เวิร์ดต่างๆในอนาคต

เริ่มใช้งาน Keyword Planner - ใส่คีย์เวิร์ดตั้งต้น

ฝั่งขวาที่เขียนว่า Start with a website คือการให้เราใส่เว็บไซต์ของเรา แล้วให้ระบบนำคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับคำในเว็บไซต์ขึ้นมาแสดงผล แต่ในส่วนของฟีเจอร์นั้น ระบบจะแนะนำคำมาค่อนข้างน้อย หรือบางเว็บไซต์อาจจะไม่มีคำแนะนำเลย

เรามาดูที่ฝั่งซ้ายกันต่อครับ ส่วนนี้คือส่วนที่เราใช้บ่อย เมื่อเราคลิกด้านซ้าย Find new keywords กล่องที่ให้เราพิมพ์คีย์เวิร์ดใส่ก็จะแสดงขึ้น ซึ่งช่องใส่คีย์เวิร์ดนี้คือคีย์เวิร์ดตั้งต้นของเรา โดยสามารถใส่คีย์เวิร์ดได้สูงสุดถึง 10 คำ ทำให้เราสามารถใส่คำที่สามารถไปจับหาไอเดียคำอื่นๆได้มากขึ้น หลังจากเราใส่คีย์เวิร์ดเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเข้าสู่หน้าถัดไป

ตัวอย่างการใช้งาน Google Keyword Planner

โดยกรอบสีน้ำเงินมุมซ้ายบนคือคำที่เราใส่ไว้ตอนแรกที่เป็นตัวตั้งต้น โดยกรอบสี่น้ำเงินด้านล่างถัดมา คือคำที่ระบบแนะนำเพิ่มเติม ให้เราเพิ่มคีย์เวิร์ดตั้งต้น ก็ให้เราดูเอานะครับว่าตรงกับสินค้าบริการเราไหม ไม่ต้องไปเชื่อระบบทั้งหมดครับ

ด้านล่างถัดมาในส่วนของกราฟแท่ง เราสามารถเอาเม้าส์ลากไปวางตรงกราฟแท่งแต่ละเดือนว่า จำนวนการค้นหา(Search Volume)ต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ ตามตัวอย่างข้างบน

Keyword Planner แนะนำไอเดียคีย์เวิร์ด

ในส่วนของกรอบสีฟ้าคือ คำที่เราใส่ไว้เป็นคำตั้งต้นไปหาคำอื่นๆต่อไป ในส่วนของกรอบสีชมพูคือ คำที่ระบบแนะนำให้ บางสินค้ายาวเป็นร้อยๆคำ บางครั้งก็หาสินค้าที่ใกล้เคียงกันมาให้

ฟีเจอร์ Filter ของ Keyword Planner

อีกส่วนที่น่าสนใจคือ Filter ตัวหนังสือสีเทาๆอยู่บนมุมขวาของกรอบสีฟ้า เมื่อกดลงมามีหน้าตาเป็น dropdown ไล่ลงมา โดยเราสามารถ Filter ข้อมูลที่เราอยากเห็นเป็นพิเศษได้ ดูเฉพาะประเภทคีย์เวิร์ดหรือแค่สินค้าที่เราสนใจ, จำนวนการค้นหา, การแข่งขัน ฯลฯ

Refine keyword ฟีเจอร์ใหม่ 2020

Refine Keywords ฟีเจอร์ใหม่ ช่วยจำแนกคำ
 
โดยฟีเจอร์นี้พึ่งมาใหม่ ยังอยู่ในช่วง Beta โดยฟีเจอร์นี้จะช่วยในการคัดแยกคำ โดยหากเราเลือกแบรนด์ หรือประเภทคีย์เวิร์ดไหน คำเหล่านั้นจะถูกดึงออกจากระบบการแสดงผลคีย์เวิร์ดของ Keyword Planner
แต่ในช่วง Beta นี้ระบบยังทำงานผิดพลาดอยู่ บางคำสั่งไม่ถูกคัดคำออก เดี๋ยวคงมีการปรับปรุงกันต่อไป
ฟีเจอร์นี้ก็ช่วยให้สะดวกขึ้นระดับนึง ที่จริงถ้าทุกคนอยากโฟกัสคีย์เวิร์ดคำไหน หรือไม่อยากดูคำไหนเป็นพิเศษ สามารถใช้ฟีเจอร์ Filter ได้เช่นกันนะครับ

Keyword Planner มี Metrics ด้วย อ่านยังไง?

การอ่านเมทริกซ์บน Keyword Planner

ในส่วนของสีชมพูนั้น คือการตั้งค่าคอลัมน์ว่าเราต้องการเห็นเมทริกซ์อะไรบ้าง

ใส่ส่วนของสีฟ้า คือเมทริกซ์ต่างๆที่เราจะต้องใช้กันเป็นประจำ เรามาดูความหมายของแต่ละเมทริกซ์กันครับ

Avg. monthly searches(Average monthly searches) คือ จำนวนการค้นหาต่อเดือนโดยเฉลี่ย คำนวณจากทั้งตัวคีย์เวิร์ดตรงๆและคำที่ใกล้เคียงกัน โดยจะขึ้นแสดงผลเปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งที่เราเลือกด้วย

Keyword planner - Average monthly searches Update และ Avg. monthly searches นั้น เราสามารถเอาเม้าส์ไปวางเพื่อดูกราฟแท่งการค้นหาย้อนหลังตามเวลาที่เราเลือกได้

 

Competiton คือ การแข่งขันของคำที่เราเลือก โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ “High”, “Medium”, “Low”

Competition (indexed value) คือ เมทริกซ์ที่ใช้ประเมินว่าคีย์เวิร์ดต่างๆ นั้นมีการแข่งขันแค่ไหน ซึ่งมีเลเวลตั้งแต่ 0-100 ซี่งเลเวลที่ต่ำหมายถึงการแข่งขันที่ต่ำ อันดันสูงหมายถึงการแข่งขันสูง ซึ่งจากที่ผมสังเกตมันสามารถใช้อธิบาย เมทริกซ์คอลัมน์ “Competition” ที่บอกเป็น 3 ระดับคือ Low, Medium และ High เพิ่มเติมได้เป็นอย่างดี ซึ่งตอนแรกนั้นการดูแค่เมทริกซ์ Competition อย่างเดียวนั้น Google น่าจะมองว่ายังละเอียดไม่พอ ซึ่งตัวมองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากครับ โดยจะคำนวณจาก Slot โฆษณาที่ถูกใช้ หารด้วย Slot โฆษณาทั้งหมดที่สามารถลงได้

Top of page bid (low range) และ Top of page bid (high range) คือ การแสดงราคา Bid เฉลี่ยในตำแหน่ง Top of page หรือตำแหน่งบนๆของ Search engine โดยเป็นช่วงประมาณราคาของตำแหน่งต่ำสุดและสูงสุดของ Top of page

Grouped ideas ฟีเจอร์การจัดกลุ่มคำทรงประสิทธิภาพ

Keyword planner - Grouped ideas

ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์ที่ผมชอบมากๆสำหรับการอัพเดทครั้งนี้ คือ Keyword Planner ทำการจับกลุ่มคีย์เวิร์ดให้เราเลย ซึ่งก็ทำให้ง่ายต่อการไปทำแคมเปญต่อ เหมือนการจัด ad group คร่าวๆให้เรา แต่ยังไง ผมแนะนำให้เรียงเพิ่มเติมเองนะครับ ไม่ยึดตาม Keyword Planner ทั้งหมด

นอกจากนี้เรายังสามารถ เพิ่มคีย์เวิร์ดต่างๆ จากแถบ “Keyword ideas” หรือ “Grouped ideas” ด้านซ้าย เข้าสู่ ad groups ในแถบ “ad groups” ได้ โดยทำการสร้าง ชื่อ ad groups ไว้ก่อน แล้วเราก็มาติ๊กเลือกหน้าช่อง คีย์เวิร์ดต่างๆ เลือก Keywords Match Type ที่ต้องการ หลังจากนั้น ก็ทำการ Add เข้า ad groups ได้เลย ทำการจัดเรียง ad groups แล้วค่อยดึงเข้าแคมเปญ หรือจะเลือกคีย์เวิร์ดต่างๆ แล้วไปเพิ่มใส่แคมเปญที่มีอยู่แล้วทันทีเลยก็สามารถทำได้เช่นกัน

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังชอบดาวน์โหลดออกมาแล้วทำการจัดวาง ad group เองใน excel แล้วค่อยนำใส่ของแคมเปญ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับฟีเจอร์ใหม่ของ Keyword Planner ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้เห็นข้อมูลชัดขึ้น แล้วก็ลดเวลาของนักการตลาดได้เป็นอย่างดี ยังไงลองไปใช้งานกันดูนะครับ ขอบคุณที่ติดตามกันจนจบบทความ แล้วพบกันบทความถัดไปครับ

อ่านบทความ Digital Marketing อื่นๆเพิ่มเติม

ใครที่อยากได้อัพเดทลึกๆใหม่ๆ ก่อนใคร
รวมถึงพูดคุยแชร์เทคนิคกัน คลิก Thai Digital Marketing Hub – ความรู้การตลาดออนไลน์

Attribution Model คืออะไร? สำคัญยังไง?

Attribution Model คืออะไรแล้วอันไหนดีที่สุด ? [ละเอียด]

หลายๆคนที่ทำโฆษณาทางช่องทาง Google Ads(AdWords) นั้นไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Search Ads แม้กระทั่ง Shopping Campaign เราคงหนีไม่พ้นเรื่องการทำ Conversion เพื่อติดตามและวัดผลโฆษณาของเรา ซึ่งการเซ็ท Conversion นั้นก็ไปเกี่ยวข้องกับการเลือก Attribution Model ในการให้เครดิต Conversion กับแคมเปญโฆษณา และคีย์เวิร์ดต่างๆด้วย
Attribution Model คืออะไร?
Attribution Model คือ รูปแบบการระบุแหล่งที่มาว่าแคมเปญหรือคีย์เวิร์ดไหนที่จะได้รับเครดิต Conversion บ้าง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า Customer Journey ของลูกค้านั้นมีความซับซ้อน กว่าจะซื้อสินค้านั้น อาจจะค้นหามากกว่า 1 ครั้ง ถึงจะทำการตัดสินใจซื้อได้ โดยค่าเริ่มต้นของ Google Ads นั้นจะเซ็ท Attribution Model มาให้เป็นรูปแบบ Last Click Attribution คือการให้เครดิตเต็มๆกับแคมเปญสุดท้ายเพียงแคมเปญเดียว ซึ่งกว่าจะมาเจอแคมเปญสุดท้ายนั้น เค้าต้องค้นหาผ่านหลายๆแคมเปญ กว่าจะมาถึงแคมเปญสุดท้าย ทำให้แคมเปญอื่นไม่ได้คะแนน Conversion ซึ่งทำให้เรา Optimize โฆษณาของเราได้อย่างไม่ถูกจุด เราอาจมองว่าแคมเปญที่ไม่มี Conversion นั้น เป็นแคมเปญที่ไม่ดี แต่ Campaign เหล่านั้นอาจเป็นต้นกำเนิดของ Conversion หลายๆครั้ง
ตัวอย่างเส้นทาง Conversion Path

ตัวอย่างเส้นทาง Conversion Path ผ่านคีย์เวิร์ดต่างๆ

จากภาพจะเห็นได้ว่า ก่อนที่จะไปซื้อขั้นสุดท้ายนั้น User ได้ผ่านคีย์เวิร์ดต่างๆหลายคำกว่าจะมาซื้อสินค้าของเรา ซึ่งถ้าเราใช้เป็น Last Click Attribution ทำให้อีกสองคำก่อนหน้าไม่ได้เครดิต ซึ่งส่งผลต่อการ Optimize ของเราโดยตรง หลายๆคนคงเข้าใจแล้วว่า Attribution Model คืออะไร ทีนี้เรามาดูกันดีกว่า Attribution Model มีรูปแบบไหนบ้าง?

Attribution Model มีอะไรบ้าง

ตัวอย่างภาพ Attribution Model ทั้งหมด

ขอบคุณภาพจาก sunbaymarketing.com

1. Last Click Attribution คือการให้เครดิต Conversion ทั้งหมดกับโฆษณาหรือคีย์เวิร์ดที่ได้รับคลิกสุดท้าย โดยเป็นค่าพื้นฐานที่ Google ตั้งมาให้ ซึ่งผมแนะนำว่าหลังจากเซ็ท Conversion เสร็จแล้วให้ทำการแก้ไขเป็นโมเดลอื่นเลยครับ อย่างที่บอกไปครับ ทำให้พลาดข้อมูลหลายๆอย่าง 2. First Click Attribution คือการให้เครดิต Conversion ทั้งหมดกับโฆษณาหรือคีย์เวิร์ดที่ได้รับคลิกแรกสุด First Click Attribution นั้นผมไม่แนะนำให้ใช้เช่นเดียวกันกับข้อแรก เพราะว่าจะทำให้เราเห็นข้อมูลแค่ส่วนเล็กๆส่วนเดียว 3. Linear Attribution คือการให้เครดิต Conversion เท่าๆกันในทุกๆโฆษณาหรือคีย์เวิร์ดที่ได้รับการคลิกผ่าน ซึ่งข้อดีของมันก็คือแบ่งคะแนนให้ทุกจุดเท่าๆกัน ข้อเสียก็คือในบางจุดที่ไม่สำคัญก็จะได้คะแนนเท่ากับจุดที่สำคัญด้วย 4. Time decay Attribution คือการให้เครดิตกับ Click ที่ใกล้เวลาเกิด Conversion กล่าวคือ คีย์เวิร์ดที่ได้รับการคลิกแรกๆจะได้คะแนนน้อยสุด ส่วนคีย์เวิร์ดท้ายๆ จะได้คะแนนสูงสุด ซึ่งคีย์เวิร์ดแรกๆจะเป็นคีย์เวิร์ดที่ยังไม่มี Intent ในการซื้อสินค้ามาก ก็ถือว่าสมเหตุสมผล แต่ข้อเสียของมันก็คือในบางครั้งอาจจะไปแบ่งคะแนนให้พวก Brand Keywords หรือ Remarketing มากเกินไป 5. Position-based Attribution คือการให้เครดิตกับตัวแรกกับตัวสุดท้ายมากที่สุด โดยจะให้คะแนนคลิกแรกและคลิกสุดท้ายอย่างละ 40% และให้เครดิตที่เหลือ 20% กับคลิกต่างๆระหว่างเส้นทาง ข้อดีของมันก็คือมันเน้นไปที่จุดสำคัญทั้งตอนเริ่มและตอนสุดท้าย และข้อเสียของมันก็คือในระหว่างคลิกแรกและคลิกสุดท้าย อาจมีจุดที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งจะทำให้จุดนั้นได้คะแนนน้อยมากๆ 6. Data-Driven Attribution คือการให้เครดิต Conversion กับโฆษณาหรือคีย์เวิร์ดที่ระบบมองว่าส่งผลต่อแคมเปญในด้านบวกมากที่สุด จะใช้ข้อมูลเก่าๆจากบัญชีของเรา มาทำการเปรียบเทียบกับเส้นทางที่เกิด Conversion และเส้นทางที่ทำให้ไม่เกิด Conversion และมาตัดสินว่าคีย์เวิร์ด โฆษณา หรือแคมเปญไหนที่ส่งผลบวกมากกว่าตัวอื่นๆ แล้วจึงมากระจายคะแนน Conversion ให้ตามความสำคัญของแต่ละจุด Data Driven Attribution ถือว่าเป็น Attribution Model ที่ดีที่สุดก็ว่าได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถใช้งานได้ จะใช้งาน Data Driven Attribution ได้นั้น ต้องมีคลิกอย่างน้อย 15,000 ครั้ง และมี Conversion อย่างน้อย 600 ครั้ง ใน 30 วัน

แล้วถ้าใช้ Data Driven Attribution ไม่ได้จะเลือกใช้ Attribution Model อะไรดีกว่ากัน?

ซึ่งการเลือก Attribution Model ที่จะมาใช้งานนั้น อาจจะต้องมองที่ตัวธุรกิจเอง อย่าง Time decay Attribution นั้นจะเหมาะกับสินค้าที่มีระยะเวลาในการตัดสินใจค่อนข้างนาน เป็นเดือนๆ มีเส้นทางที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่ง Time decay ก็เหมาะที่จะใช้ดูว่ากระบวนการขายของเรายาวนานแค่ไหนด้วย ส่วน Position-based Attribution นั้นเป็นเหมือนกับการเอา First Click, Last Click และ Linear Attribution ผสมกัน ซึ่ง Position-based นั้นจะเน้นไปที่จุดแรกที่ส่งผลให้เกิด Conversion และจุดสุดท้ายที่เกิด Conversion โดยก็ยังให้คะแนนกับจุดต่างๆระหว่างทางด้วย ผมมักจะใช้ตัวนี้ เพราะทำให้เรารู้ว่าแคมเปญหรือคีย์เวิร์ดไหนที่ทำให้ลูกค้าสนใจสินค้าเรา แล้วก็รู้ว่าแคมเปญหรือคีย์เวิร์ดในที่ช่วยในการปิดการขาย ทั้งยังรู้ว่าคำไหนที่สนับสนุนระหว่างทางของ Journey โดยวิธีการเปลี่ยน Attribution Model นั้น ต้องเซ็ท Conversion ให้เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นทำตามขั้นตอนด้านล่าง
  1. ให้เลือกที่ Tools
  2. ภายใต้เมนู Measurement เลือก Conversion หลังจากนั้น
  3. คลิกชื่อ Conversion ที่ต้องการแก้ไขกด Edit Setting และเลือก Attribution Model ที่ต้องการ
โดยหากใครที่รันโดยการใช้ Attribution Model แบบอื่นไปก่อนหน้านี้ แล้วทำการเปลี่ยนเป็น Attribution Model แบบใหม่นั้น เราสามารถดูคอลัมน์ Conversion สำหรับตัว Attribution Model ก่อนหน้าได้ โดยการดึง “current model” คอลัมน์ ออกมา ซึ่ง Attribution Model แบบใหม่จะไปแสดงค่าในช่อง Conversions และ All conversions สำหรับวันนี้ทุกๆคนคงได้ความรู้เรื่อง Attribution Model พอสมควร ยังไงผมจะนำความรู้ดีๆมาฝากกันอีกนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำโฆษณาครับ ที่มา: https://support.google.com/google-ads/answer/6259715 https://searchengineland.com/whats-best-attribution-model-ppc-252374